การพัฒนาเบ้าบิสมัทเชิงพาณิชย์สำหรับในกระบวนการ Fire Assay

Author : บงกช พิชัยกำจรวุฒิ และคณะ

กระบวนการ Fire Assay เป็นกระบวนการที่มีความเที่ยงตรงสำหรับวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของทอง อย่างไรก็ดี ในกระบวนการนี้มีส่วนผสมของตะกั่ว ซึ่งทำหน้าที่นำพาธาตุตัวอื่นดึงออกจากอัลลอยที่ต้องการวิเคราะห์ เพื่อให้เหลือแต่ทองและเงินในระบบ ดังนั้น ในกระบวนการดังกล่าวได้นำบิสมัทซึ่งทำการทดแทน ตะกั่วซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำวิจัยในรูปแบบผงหรือแผ่นบิสมัท แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปในการดำเนินการว่าสามารถผลิตตามกระบวนการและดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ เบ้าบิสมัท ที่มีรูปทรงหลากหลายได้ถูกคำนวณและเลือกขนาด เพื่อทำต้นแบบสำหรับทดลองในกระบวนการ Fire Assay ด้วยระบบ ของ ASTM 1335:1994 เพื่อที่จะใช้อ้างอิง ระบบนี้กับระบบดั้งเดิมที่ทำมาจากตะกั่ว การทดลองครั้งแรก ได้มีการทดสอบในสามรูปทรงในสัดส่วนที่ 3 ของทุกรูปทรง ซึ่งก็คือ สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยมและทรงกลม กับทองร้อยละ 96.53 โดยน้ำหนัก จากการทดลองพบว่ารูปทรงกลมให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดซึ่งได้ค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยที่ 0.002% และมีช่วงค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.041% ถึง -0.073% ดังนั้นจึงได้ทำการทดลองถัดไปที่เน้นการผลิตเบ้าเชิงพาณิชย์ ของรูปทรงกลม ขนาดจากผลที่ได้รับของการทดสอบเปอร์เซ็นต์ทองร้อยละ 96.33, 96.5 และ 100 โดยน้ำหนัก มีผลลัพธ์แสดงค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.138% และ ช่วงของค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.042% ถึง -0.445% จากผลลัพธ์จะเห็นว่า ในกระบวนการดำเนินการครั้งที่สอง มีค่าความคลาดเคลื่อน ซึ่งพบว่าระหว่างกระบวนการทำมีการปะทุเกิดขึ้น ทำให้การสูญหายของน้ำหนักทองและส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น จึงได้ทำการทดลองเพิ่มขนาดเบ้าบิสมัททรงกลมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ คือ สัดส่วนที่ 3 สัดส่วนที่ 4 และ สัดส่วนที่ 5 พบว่า เมื่อเทียบกับการทดสอบเปอร์เซ็นต์ทองร้อยละ 96.34 และ 96.61 โดยน้ำหนัก คือ สัดส่วนที่ 4 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่อยู่ที่ 0.77% จากผลลัพธ์จะเห็นว่า ในกระบวนการดำเนินการครั้งนี้มีค่าความคลาดเคลื่อนที่สูงกว่าสองครั้งแรก ซึ่งพบว่าระหว่างกระบวนการทำมีการปะทุเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้การสูญหายของน้ำหนักทองรวมกับความไม่ชำนาญในการกัดกรดบางตัวอย่างของการใช้เบ้าประเภทนี้ จึงส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนที่มากกว่าเดิม ดังนั้น กระบวนการพัฒนาการผลิตเบ้าบิสมัทเชิงพาณิชย์ สามารถดำเนินการได้ แต่ค่าความคลาดเคลื่อนยังที่ยังมีอยู่มาจากปัจจัยของตัวอย่างกับขนาดของเบ้าในการบรรจุชิ้นงาน ความสามารถในการกัดกรด ตลอดจนความละเอียดของกระบวนการผลิต จะช่วยให้กระบวนการทำ Fire Assay ปราศจากตะกั่ว มีความแม่นยำมากที่สุดและใช้กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

Published Date : 12 May 2022
Page : 69 หน้า
Publisher : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Available : Unlimited

MARC INFORMATION

050 b : Published Year 
2563 
245 a : Title 
การพัฒนาเบ้าบิสมัทเชิงพาณิชย์สำหรับในกระบวนการ Fire Assay 
260 b : Name of publisher 
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
300 a : Total pages 
69 หน้า 
520 a : Description 
กระบวนการ Fire Assay เป็นกระบวนการที่มีความเที่ยงตรงสำหรับวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของทอง อย่างไรก็ดี ในกระบวนการนี้มีส่วนผสมของตะกั่ว ซึ่งทำหน้าที่นำพาธาตุตัวอื่นดึงออกจากอัลลอยที่ต้องการวิเคราะห์ เพื่อให้เหลือแต่ทองและเงินในระบบ ดังนั้น ในกระบวนการดังกล่าวได้นำบิสมัทซึ่งทำการทดแทน ตะกั่วซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำวิจัยในรูปแบบผงหรือแผ่นบิสมัท แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปในการดำเนินการว่าสามารถผลิตตามกระบวนการและดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ เบ้าบิสมัท ที่มีรูปทรงหลากหลายได้ถูกคำนวณและเลือกขนาด เพื่อทำต้นแบบสำหรับทดลองในกระบวนการ Fire Assay ด้วยระบบ ของ ASTM 1335:1994 เพื่อที่จะใช้อ้างอิง ระบบนี้กับระบบดั้งเดิมที่ทำมาจากตะกั่ว การทดลองครั้งแรก ได้มีการทดสอบในสามรูปทรงในสัดส่วนที่ 3 ของทุกรูปทรง ซึ่งก็คือ สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยมและทรงกลม กับทองร้อยละ 96.53 โดยน้ำหนัก จากการทดลองพบว่ารูปทรงกลมให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดซึ่งได้ค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยที่ 0.002% และมีช่วงค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.041% ถึง -0.073% ดังนั้นจึงได้ทำการทดลองถัดไปที่เน้นการผลิตเบ้าเชิงพาณิชย์ ของรูปทรงกลม ขนาดจากผลที่ได้รับของการทดสอบเปอร์เซ็นต์ทองร้อยละ 96.33, 96.5 และ 100 โดยน้ำหนัก มีผลลัพธ์แสดงค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.138% และ ช่วงของค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.042% ถึง -0.445% จากผลลัพธ์จะเห็นว่า ในกระบวนการดำเนินการครั้งที่สอง มีค่าความคลาดเคลื่อน ซึ่งพบว่าระหว่างกระบวนการทำมีการปะทุเกิดขึ้น ทำให้การสูญหายของน้ำหนักทองและส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น จึงได้ทำการทดลองเพิ่มขนาดเบ้าบิสมัททรงกลมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ คือ สัดส่วนที่ 3 สัดส่วนที่ 4 และ สัดส่วนที่ 5 พบว่า เมื่อเทียบกับการทดสอบเปอร์เซ็นต์ทองร้อยละ 96.34 และ 96.61 โดยน้ำหนัก คือ สัดส่วนที่ 4 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่อยู่ที่ 0.77% จากผลลัพธ์จะเห็นว่า ในกระบวนการดำเนินการครั้งนี้มีค่าความคลาดเคลื่อนที่สูงกว่าสองครั้งแรก ซึ่งพบว่าระหว่างกระบวนการทำมีการปะทุเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้การสูญหายของน้ำหนักทองรวมกับความไม่ชำนาญในการกัดกรดบางตัวอย่างของการใช้เบ้าประเภทนี้ จึงส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนที่มากกว่าเดิม ดังนั้น กระบวนการพัฒนาการผลิตเบ้าบิสมัทเชิงพาณิชย์ สามารถดำเนินการได้ แต่ค่าความคลาดเคลื่อนยังที่ยังมีอยู่มาจากปัจจัยของตัวอย่างกับขนาดของเบ้าในการบรรจุชิ้นงาน ความสามารถในการกัดกรด ตลอดจนความละเอียดของกระบวนการผลิต จะช่วยให้กระบวนการทำ Fire Assay ปราศจากตะกั่ว มีความแม่นยำมากที่สุดและใช้กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น 

NO REVIEWS

  1. There are no reviews yet, why not be the first one?

We uses cookies to improve website performance. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy Setting Accept