HIGHLIGHTS

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

GIT LIbrary Admin

 02 Apr 2019   78

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมาสำนักพระราชวังออกประกาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักร ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ถือเป็นข่าวที่น่ายินดียิ่งของคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยถือเป็นพระราชพิธีเก่าแก่ เป็นพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ ด้วยการถวายน้ำอภิเษกและการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎโดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นคือ การถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ให้แก่พระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติตามแบบโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกัน มานับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ด้วยเป็นเครื่องหมายที่แสดงความเป็นพระราชาธิบดี หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอำนาจฐานันดรศักดิ์ และความชอบธรรมในการเป็นพระมหากษัตริย์โดยพระมหากษัตริย์จะทรงเครื่องราชกกุธภัณฑ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และจะไม่ทรงอีกเลยตลอดรัชสมัย หากแต่เจ้าพนักงานจะเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทอดถวายไว้ข้างพระราชบัลลังก์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเครื่องบรมขัตติราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ เสด็จขึ้นสถิตเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์

 

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชา ซึ่งพราหมณ์ผู้ทำพิธีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ในวันที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นเครื่องแสดงว่าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินถูกต้องสมบูรณ์แล้ว

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

 

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบไปด้วยเครื่องทรง 5 อย่างคือ

1. พระมหาพิชัยมงกุฎ แสดงถึงยอดพระวิมานของพระอินทร์หรือเทพ พระมหามงกุฎนี้สร้างขึ้นในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้รับสั่งให้พระราชสมบัติ (การเวก รัตนกุล) เดินทางไปเลือกซื้อเพชรเม็ดงามที่เมืองกัล กัตตา ประเทศอินเดีย เพื่อนามาประดับที่ยอดของพระมหาพิชัยมงกุฎ เพชรเม็ดดังกล่าวมีขนาด 40 กะรัต โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน นามให้แก่เพชรเม็ดนี้ว่า “พระมหาวิเชียรมณี” นอกจากนี้ ยังโปรดฯ ให้สร้างพระกรรเจียกจอน (เครื่องประดับหู) เพิ่มขึ้น ทำให้พระมหาพิชัยมงกุฎมีความสูง 66 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 7.3 กิโลกรัม ซึ่งการที่พระมหาพิชัยมงกุฎมีน้าหนักมากถึงเพียงนี้ ก็เพื่อต้องการสื่อความหมาย ว่าพระมหาพิชัย มงกุฎนี้เป็นของหนัก เปรียบได้กับพระราชภาระอันใหญ่หลวงของพระมหากษัตริย์ที่ทรงได้รับหลังจากการสวมมงกุฎนี้ เพราะต้องทรงแบกรับทุกข์สุขของ พสกนิกรทั้งประเทศ อันเป็นหน้าที่ที่มิอาจวางลงได้..

พระมหาพิชัยมงกุฎ (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

พระมหาวิเชียรมณี

 

2. พระแสงขรรค์ชัยศรี แสดงถึงพระราชศาตราวุธประจำพระมหากษัตริย์ เสมือนเป็นพระปัญญาในการปกบ้านครองเมือง พระแสงองค์นี้เป็นของเก่าเดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมรที่เมืองเสียมราฐ ชาวประมงทอดแหได้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์(แบน) เจ้าเมืองเสียมราฐจึงนำมาทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าลงกลางพระนครตามทางที่อัญเชิญถึง 7 แห่ง รัชกาลที่ 1 จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นใหม่ด้วยทองลงยาประดับมณี หนักกว่า 1.9 กิโลกรัม

 

 พระแสงขรรค์ชัยศรี (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

 

3. ธารพระกร แสดงถึงพระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์โดยธรรม ของเดิมสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยไม้ชัยพฤษ์ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ลักษณะเหมือนกับไม้เท้า ที่สุดส้นเป็นซ่อมสามง่าม เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ มีความยาว 118 เซนติเมตร ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่าธารพระกรเทวรูป มีลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกรจึงทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีกยกเลิกธารพระกรเทวรูป เพราะทรงพอพระราชหฤทัยในของเก่าๆจึงคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อมา

ธารพระกร (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

 

4. วาลวีชนี (พัดและแส้) แสดงถึงพระราชภารกิจที่คอยปัดเป่าความทุกข์ บำรุงความสุขให้ไพร่ฟ้าประชาชน สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลักษณะเป็นพัดใบตาล ที่ใบตาลปิดทองทั้ง 2 ด้าน ขอบขลิบทองคำ ด้ามทำด้วยทองลงยา เรียกว่า พัชนีฝักมะขามต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ตามพระบาลีที่เรียกว่า “วาลวิชนี” ไม่ควรจะเป็นพัดใบตาล ควรจะเป็นเครื่องโบกปัดที่ทำด้วยขนจามรี เพราะ วาล แปลว่า ขนโคชนิดหนึ่งตรงกับที่ไทยเรียกจามรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแส้ขนจามรีขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ภายหลังใช้ขนหางช้างเผือกเรียกว่า พระแส้หางช้างเผือก แต่ก็ไม่อาจที่จะเลิกใช้พัดใบตาลของเดิมได้จึงโปรดให้ใช้พัดตาลและพระแส้จามรีควบคู่กัน โดยเรียกว่า “วาลวิชนี”

วาลวีชนี (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

 

5. ฉลองพระบาทเชิงงอน ฉลองพระบาทนี้มีที่มาจากเกือกแก้วซึ่งหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ เป็นที่อาศัยแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายทั่วแว่นแคว้นขอบขัณฑสีมาฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีฝังเพชรทั้งองค์ น้ำหนัก 650 กรัม ลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดงโดยดอกลงยาสีเขียว เกสรลงยาสีแดง ส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชรในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประธานพระครูพราหมณ์เป็นผู้สวมถวาย

ฉลองพระบาทเชิงงอน (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม)

 

นอกจาก "เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์" แล้วยังมีหนังสือเล่มอื่นๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเครื่องเงิน เครื่องทอง เครื่องอลงกรณ์ เครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชสมัยต่างๆ และเครื่องใช้ที่พระราชทานแก่ขุนนางหรือข้าราชการชั้นสูง อันเป็นสมบัติทาง ศิลปะของแผ่นดินไทย แสดงให้เห็นถึงวัสดุ วิธีการ และฝีมือช่างไทยที่งดงามแตกต่างกันไป เช่น ทองคำลงยาประดับอัญมณี ทองคำสลักลาย นาก เงินถมตะทอง เงินถมเขียว ประกอบด้วยลวดลายอันเป็นแบบฉบับที่ต่างกันตามสมัย บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผ่านงานศิลปกรรมอันงดงามและทรงคุณค่า ทั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ราชประเพณีในราชสำนัก ค่านิยม คติความเชื่อ ทำให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและหวงแหนความเป็นไทย ซึ่งสามารถหาอ่านได้ที่ชั้นหนังสือหมวด Precious Metals ภายในห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ

♦หนังสือแนะนำ♦

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และเครื่องสูง / เรียบเรียงโดย ยุพร แสงทักษิณ

 

ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ความงามอันทรงคุณค่า / นิตย์รดี เรียบร้อยเจริญ

 

ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินในพระราชพิธีโสกันต์ = National treasures forthe Royal Tonsure Ceremony / กรมธนารักษ์

 

เครื่องทองรัตนโกสินทร์ / บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง

 

พิกัด: ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น1 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม


 

Reference:

♦ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ 9 และเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

♦ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ | พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

♦ พระมหาพิชัยมงกุฎ สุดยอดศิราภรณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี

SHARE ON :