CHINESE ZODIACAL STONE : อัญมณีประจำราศีจีน
CHINESE ZODIACAL STONE : อัญมณีประจำราศีจีน

GIT LIbrary Admin

 25 Sep 2020   196

อัญมณีประจำราศีจีน หรือ อัญมณีประจำปีเกิด 12 นักษัตร

อัญมณีเป็นของขวัญอันงดงามที่ธรรมชาติได้มอบไว้ให้กับมวลมนุษยชาติ ทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความมั่งคั่ง ซึ่งความเชื่อเรื่อง อัญมณีเสริมดวง มีมานานนับพันปี เนื่องจากอัญมณีนั้นมีมนต์เสน่ห์และมีพลังอัศจรรย์ ผู้คนจึงนำมาใช้สวมใส่เสมือนเครื่องรางในการขจัดปัดเป่าโชคร้ายและภยันตราย เพื่อให้มีพละกำลังและความสุขภาพที่ดีแก่ผู้สวมใส่อีกด้วย ซึ่งก็มีหลากหลายตำรา หลากหลายความเชื่อที่ได้บันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีประจำราศี อัญมณีประจำวันเกิด อัญมณีประจำเดือนเกิด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล หากต้องการใช้อัญมณีในการเสริมดวง ก็สามารถนำบทความนี้ไปเป็นแนวทางในการเลือกอัญมณีให้ตรงกับความต้องการและสะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของผู้สวมใส่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งอัญมณีนั้นเป็นเพียงตัวช่วยในการส่งเสริมให้คุณมั่นใจมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือ การทำความดี ที่จะช่วยให้ชีวิตของผู้สวมใส่ดีขึ้นได้ในทุกๆ ด้าน

ปีชวด (หนู)

โกเมน (Garnet) มาจากภาษาละตินว่า Grantus ซึ่งหมายถึง ลักษณะที่เป็นเม็ด (grain) โกเมนจัดเป็นพลอยในกลุ่ม Semi Precious Stone ซึ่งจัดเป็นพลอยเนื้ออ่อน ซึ่งเป็นพลอยที่จัดอยู่ในระบบไอโซเมทริก (Isometric) มีความแข็ง ประมาณ 6.5-7.5 มีค่าความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 3.5-4.2 ซึ่งค่าความถ่วงจำเพาะของโกเมนนี้จะขึ้นอยู่กับธาตุที่เป็นองค์ประกอบที่อยู่ในโครงสร้าง โกเมนที่พบนี้มีได้หลายสีซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมี โกเมนที่นิยมและพบได้ในตลาดพลอย ได้แก่
*ไพโรป (Pyrope) มีสูตรเคมี Mg3Al2(SIO4)3 มีสีแดงเข้ม ไพโรปมาจากภาษากรีก หมายถึง มีสีแดงจ้าคล้ายไฟเมื่อส่องดูกับแสง
*แอลมันไดต์ (Almandite) มีสูตรเคมี Fe3Al2(SIO4)3 มีสีแดงเข้ม น้ำตาลอมแดง แดงม่วง
*สเปสซาร์ไทต์ (Spessartite) มีสูตรเคมี Mn3Al2(SIO4)3 มีสีน้ำตาลถึงแดง
*กรอสซูลาร์ (Grossular) มีสูตรเคมี Ca3Al2(SIO4)3 พบได้หลายสี แต่ที่เป็นที่นิยมใช้กัน ได้แก่ Tsavorite ซึ่งมีสีเขียว และ Hessonite มีสีเหลือง สีน้ำตาล สีส้ม
*ไฮโดรกรอสซูลาร์ (Hydrogrossular) มีสีเขียว ชมพู น้ำตาล ซึ่งบางครั้งอาจนำมาใช้เลียนแบบหยก เรียกว่า "Tansvaal jade"
*แอนดราไดต์ (Andradite) มีสูตรเคมี Ca3Fe2(SIO4)3 มีสีเขียวเหลือง เรียกว่า Demantoid ซึ่งมาจาก Demant ในภาษาดัทช์ แปลว่า เพชร เนื่องจากสะท้อนแสงได้ดีอย่างเพชร ซึ่งจัดเป็นโกเมนที่มีค่าและหายากที่สุด นอกจากนี้ยังมีโกเมนที่เป็นที่รู้จักกันอีกเช่น โรโดไลต์ (Rhodolite) เป็นโกเมนสีชมพูอมม่วง ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีอยู่ระหว่างไพโรป กับ แอลมันไดต์
*มาลายา (Malaya) เป็นโกเมนสีส้ม ส้มแดง ซึ่งมีส่วนประกอบทางเคมีผสมกันของไพโรป กับ สเปสซาร์ไทต์ มีสูตรเคมี (Mg,Mn)3Al2(SIO4)3

สำหรับประเทศไทยนั้น สามารถพบโกเมนได้ในหลายจังหวัด เช่น จันทบุรี ตราด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย เป็นต้น ในต่างประเทศโกเมนที่เป็นรัตนชาติมีมากที่ ประเทศศรีลังกา ออสเตรเลีย อูราล บราซิล เป็นต้น

โกเมน (Garnet) เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีชวดหรือผู้ที่เกิดในเดือนมกราคม เชื่อกันว่าชื่อของการ์เนตหรือโกเมน มาจาก Pomeganate (เมล็ดของผลทับทิม) เป็นอัญมณีที่นำมิตรภาพ ความซื่อสัตย์ และความจริงใจ ทำให้สุขภาพดีและปกป้องเจ้าของระหว่างการเดินทาง

ปีฉลู (วัว)

อะความารีน (Aquamarine) เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งในประเภทเบริล (Beryl) มีสีฟ้าอมเขียวถึงสีฟ้า-เขียว มีสูตรเคมีคือ Be3Al2Si6O18 ธาตุให้สีคือ ธาตุเหล็ก (Fe) คำว่าอะความารีนมาจากภาษาละติน "Aqua" แปลว่า น้ำ "Mare" แปลว่า ทะเล ชื่อเรียกอะความารีนจึงบ่งชี้ถึงสีที่คล้ายกับน้ำทะเลนั่นเอง ค่าความแข็ง ประมาณ 7.5-8 มีค่าความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 2.72 ตามความเชื่อที่ผ่านมาหลายศตวรรษ มีการนำอะความารีนมาใช้เป็นเครื่องรางของขลังในการป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายต่างๆ ถือกันว่าเป็นหินกันภัย (Stone of Safety) และเป็นพลอยแห่งความอ่อนวัยตลอดกาล (Gem of eternal youth) จะช่วยให้ผู้ครอบครองมีจิตว่าง สงบไม่ฟุ้งซ่าน มีแต่ความสุขกายสบายใจ ช่วยให้มีความอดทนสูง ก่อให้เกิดความกล้าหาญ และขจัดความเกียจคร้านทั้งปวง
อะความารีนพบเกิดในหินเพกมาไทต์ (Pegmatite) และในหินแกรนิต (Granite) พบได้หลายแห่งโดยมีแหล่งที่สำคัญที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยมาลากาซี(มาดากัสการ์) บราซิล ไนจีเรียสหรัฐอเมริกา แซมเบีย และในแถบเทือกเขาอูราลในประเทศรัสเซีย

อะความารีน (Aquamarine) อัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีฉลูหรือผู้ที่เกิดในเดือนมีนาคม เชื่อกันว่าเป็นอัญมณีแห่งท้องทะเล เป็นอัญมณีของนางเหงือก มีพลังอำนาจในการช่วยให้ชาวเรือปลอดภัยในทะเล และยังเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความสดใสตลอดกาล

ปีขาล (เสือ)

ไพลิน (Blue Sapphire) อัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีขาลหรือผู้ที่เกิดในเดือนกันยายน และไพลินยังถือเป็นสัญญลักษณ์ที่คู่รักนิยมมอบเป็นของขวัญให้แก่กันในโอกาสครบรอบการแต่งงานในปีที่ 5, 15, 23 และ ปีที่ 45 ไพลินได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ไพลินจัดเป็นแร่ในประเภท (Species) คอรันดัม (Corundum) เช่นเดียวกับทับทิม (Ruby) ซึ่งพลอยคอรันดัมนี้เป็นพลอยที่มีความแข็งรองลงมาจากเพชร จึงทำให้ไพลิน เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปทำเครื่องประดับ

คุณสมบัติของไพลิน (Blue Sapphire)
*สูตรเคมี (Chemical composition): อะลูมิเนียม อออไซต์ (Al2O3)
*ค่าดัชนีหักเห (RI): ประมาณ 1.76-1.77
*ค่าไบรีฟรินเจนซ์ (Birefringence): ประมาณ 0.008-0.012
*ลักษณะทางแสง (Optical nature): ดัชนีหักเหคู่ (DR) Uniaxial
*ความวาว (Luster): วาวแบบแก้ว (Vitreous)
*ระบบผลึก(Crystal system): ระบบสามแกนราบ (Trigonal)
*ความแข็ง (Hardness): ประมาณ 9
*ความถ่วงจำเพาะ (SG): ประมาณ 3.80-4.05

ปัจจุบันหากพูดถึงแซฟไฟร์ "Sapphire" คำเดียวจะหมายถึง Blue Sapphire หรือ ไพลิน เพราะ Sapphire มาจากภาษาเปอร์เชีย "Saffir" หรือ จากภาษากรีก "Sappheiros"แปลว่า ผู้เป็นที่รักของ Saturn (เทพเจ้าแห่งกรีก) และหมายถึงสีน้ำเงิน "Blue" ซึ่งสมัยโบราณ จะเรียกพลอยคอรันดัมที่มีสีน้ำเงินว่าแซฟไฟร์แต่ในความเป็นจริงพลอยคอรันดัมประเภท Sapphire มีได้หลากสี เช่น สีเหลือง, ชมพู, ม่วง, เขียว เป็นต้น ดังนั้นหากเราต้องการจะเรียกพลอยคอรันดัมชนิดอื่นที่ไม่ใช่ไพลิน (Blue Sapphire) เราจะต้องระบุ สีด้วย เช่น Yellow Sapphire(บุษราคัม), Green Sapphire (เขียวส่อง), Pink Sapphire (พลอยแซปไฟร์สีชมพู) เป็นต้น ในปัจจุบันไพลินส่วนใหญ่มักผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อนหรือที่เราเรียกกันว่าการเผา แต่ก็ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปในตลาดพลอย เพราะการเผาจะทำให้สีดีของไพลินดีขึ้นและอยู่คงทนถาวร

ชาวเปอร์เซียโบราณเชื่อกันว่าแซฟไฟร์ คือ "หินที่มาจากฟ้า" เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าโลก ตั้งอยู่บน แซฟไฟร์ ขนาดมหึมา จึงทำให้สะท้อนแสงแดดออกไปสู่ท้องฟ้ามีสีน้ำเงิน ตามตำนานกล่าวว่า แซฟไฟร์เป็นพลอยของกษัตริย์ที่ใช้สวมใส่เพื่อป้องกันภยันตราย ทำให้เชื่อกันว่าผู้ที่สวมใสไพลินจะมีชีวิตที่ สดใส มีพลังในการดำรงชีวิต และไพลินนี้สามารถปกป้องอันตรายแก่ผู้ที่สวมใส่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังถือเอาไพลินนี้เป็นสัญลักษณ์ของความจริงใจ และมั่นคงอีกด้วย

ปีเถาะ (กระต่าย)
 
ไข่มุก (Pearl) อัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีเถาะหรือผู้ที่เกิดในเดือนมิถุนายน เป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สมัยโบราณเชื่อกันว่าไข่มุกเป็นของที่มีค่าสูงส่งเหมาะสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น ตามนิยายปรัมปราหรือตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาเชื่อว่าไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพธิดาที่หลั่งออกมาให้กับชะตาชีวิตของมนุษย์
*ไข่มุกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศและความมีอุดมคติ
*ไข่มุกสีดำ เป็นตัวแทนของผู้มีปรัชญา และไข่มุกสีชมพูเป็นตัวแทนของความสวยงาม
 
ไข่มุกเกิดในเนื้อของหอยมุกซึ่งเป็นหอยสองฝามีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ไข่มุกที่เกิดตามธรรมชาติเกิดเนื่องมาจาก ในสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติมีเม็ดทรายขนาดเล็กหรือเศษสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กถูกพัดพาเข้าไปภายในตัวหอยมุกแล้วทำให้ตัวหอยมุกเกิดความระคายเคืองจนหลั่งสารที่เป็นชั้นมุกที่เรียกว่า Nacre ออกมาเคลือบสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ยิ่งชั้นมุกมีความหนามากไข่มุกก็จะมีความวาวมาก ไข่มุกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือไข่มุกธรรมชาติ (Natural Pearl) และไข่มุกเลี้ยง (Cultured Pearl) ในกรณีของไข่มุกเลี้ยงน้ำเค็ม สิ่งที่ทำให้เกิดความระคายเคืองในหอยมุกได้แก่ ลูกปัดกลมๆ (Bead) ที่ทำจากเปลือกหอย (Shell) ส่วนไข่มุกเลี้ยงน้ำจืด จะใช้เนื้อเยื่อจากหอยมุกเอง (Mantle tissue) ใส่เข้าไปแทนลูกปัดเพราะหอยมุกน้ำจืดตัวเล็กกว่าหอยมุกน้ำเค็ม จึงทำให้ไข่มุกเลี้ยงน้ำจืดมีรูปร่างไม่กลมเท่าที่ควรจะไปถึงบิดเบี้ยวเล็กน้อย (Baroque) โดยปกติมุกจะมีสีขาวเหลือบสีรุ้งเล็กน้อยจนถึงขาวนวล แต่ก็มีสีอื่น ๆ อีกเช่น ชมพู เงิน ครีม ทอง เหลือง เทา และดำ เป็นต้น โดยจะขึ้นอยู่กับชนิดของหอยมุก น้ำ และสภาวะแวดล้อมในบริเวณที่หอยมุกอยู่อาศัย
 
สมบัติของไข่มุกทางอัญมณี ไข่มุกมีความแข็งประมาณ 2.5-3.5 เนื้ออ่อนกว่าแก้วแต่บดให้แตกเป็นผงค่อนข้างยากเนื่องจากมุกมีการจับตัวที่แน่นมาก องค์ประกองทางเคมีส่วนใหญ่เป็น Calcium Cabonate (CaCO3) 80% ซึ่งปกติจะเป็นแร่ Aragonite, Conchiolin 10-14 % และน้ำ 2-4%
ไข่มุกมีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.53-1.69 ความวาวเป็นความวาวในตัวเองเรียกว่า วาวแบบมุก (Pearly luster) หรือ Orient ไข่มุกเป็นอัญมณีอินทรีย์ การดูแลรักษาจึงควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนกรด น้ำหอม สบู่ ครีมทาผิว หรือสเปรย์ใส่ผม เพราะอาจทำให้สีของมุกเปลี่ยนไป
 
แหล่งมุกที่สำคัญได้แก่ เปอร์เชีย อเมริกากลาง และ ออสเตรเลียเหนือ ส่วนไข่มุกเลี้ยงนั้นมีมากแถบญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาะตาฮิติ และเกาะหมู่เกาะอื่นๆ ในแถบทะเลใต้ โดยปกติไข่มุกเลี้ยงจะมีขนาดโตได้ประมาณ 9-15 มิลลิเมตรมีสีเหลือง ทอง ขาว เงิน ดำ เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีฟาร์มเลี้ยงมุกในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และกาญจนบุรี
 
 
ปีมะโรง (งูใหญ่)

แอเมทิสต์ (Amethyst) เป็นคำในภาษากรีก มีความหมายว่า "Not Drunken" โดยมีความเชื่อว่า ถ้าดื่มไวน์จากแก้วที่ทำมาจากแอเมทิสต์ จะทำให้ผู้ดื่มไม่มึนเมา ทำให้จิตใจเกิดความสงบ ขจัดกิเลสและความกังวลใจได้ แอเมทิสต์ เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีขาลหรือผู้ที่เกิดในเดือนกุมภาพันธ์

แอเมทิสต์ หรือพลอยสีดอกตะแบก เป็นอัญมณีสีม่วงคราม - ม่วงแดง มีลักษณะเป็นผลึกเดี่ยว(Crystalline Varieties) อยู่ในประเภทควอตซ์ (Quartz Species) มีองค์ประกอบทางเคมี คือ SiO2 สีม่วงเกิดจากธาตุเหล็ก (Fe) ที่เป็นธาตุร่องรอย (Trace elements) ในโครงสร้างผลึก มีความแข็งเท่ากับ 7 ตามโมห์สเกล (Mohs' Scale of Hardness) แอเมทิสต์ที่มีความใสสะอาดนิยมนำมาเจียระไนแบบต่างๆ ส่วนแอเมทิสต์ที่มีลักษณะขุ่น มีความใสน้อยหรือค่อนข้างทึบแสงนิยมนำมาแกะสลัก นอกจากนี้เนื่องจากมีลักษณะผลึกที่สวยงามตามธรรมชาติจึงสามารถใช้วางเป็นของประดับตกแต่งได้โดยไม่จำเป็นต้องเจียระไน แอเมทิสต์ สามารถนำมาเผาที่อุณหภูมิประมาณ 470-750 องศาเซลเซียส จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือที่มีชื่อเรียกว่าซิทริน (Citrine)

แหล่งที่พบแอเมทิสต์ที่มีคุณภาพ ได้แก่ ในประเทศบราซิล, มาร์ดากัสการ์, แซมเบีย, อุรุกวัย, พม่า, อินเดีย, แคนาดา, แมกซิโก, นามีเบีย, รัสเซีย, ศรีลังกา และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
 
 
ปีมะเส็ง (งูเล็ก)

โอปอ (Opal) เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีมะเส็งหรือประจำเดือนตุลาคม ถือเป็นอัญมณีนำโชคของคนที่เกิดราศีตุลย์ สมัยโบราณเชื่อกันว่า โอปอ เป็นอัญมณีแห่งความหวัง ความรัก ความปรารถนา ช่วยเสริมสร้างความสำเร็จ สามารถป้องกันอันตรายจากศัตรูได้ นอกจากนั้นยังเชื่อว่า โอปอ สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆได้ เช่นอาการที่เกี่ยวข้องกับตา ป้องกันอาหารเป็นพิษและช่วยบำบัดจิตใจที่สับสนวุ่นวายได้ ทำให้มีความสงบมากขึ้น และมีความจำดีขึ้น เป็นต้น คำว่า OPAL จริงๆแล้วมาจากภาษาสันสกฤต UPALA (อูพาลา) แปลว่าหินที่มีค่า โอปอ เป็นอัญมณีที่มีสมบัติแตกต่างจากอัญมณีชนิดอื่น คือมีสีสันแปลกตา เป็นประกายเจิดจรัสดั่งสีของสายรุ้ง

ในทางวิชาแร่ โอปอจัดเป็นแร่ในตระกูลควอตซ์ชนิดหนึ่ง คือมีเนื้อเป็นซิลิกา (Silica) และมีน้ำปนอยู่ในเนื้อประมาณ 3-10% อาจมีสูงได้ถึง 30% โดยมีสูตรทางเคมีเป็น SiO2.nH2O โอปอลเป็นอัญมณีเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่กี่ชนิดที่ไม่มีโครงสร้างเป็นรูปผลึก แต่มีเนื้อแน่นละเอียดยิบ (Crystalline aggregate) โดยปกติ โอปอจะมีค่าความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.98-2.20 นับว่าเป็นพลอยที่มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับรัตนชาติตัวอื่น มีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.37-1.52 ทั้งค่าความถ่วงจำเพาะและค่าดัชนีหักเหปกติ อาจแปรเปลี่ยนได้ตามจำนวนของน้ำที่ปะปนอยู่ภายในเนื้อโอปอลไม่มีรอยแยกแนวเรียบ (Clevage) อย่างรัตนชาติชนิดอื่น มีแต่เฉพาะรอยแตกที่แตกเป็นรูปก้นหอย โอปอล มีความแข็งอ่อนกว่าเนื้อควอตซ์ เพราะมีความแข็ง 5.5-5.6 มีความวาวคล้ายแก้ว

*Precious opal เป็นโอปอที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีการเล่นสีเป็นประกายสวยงาม คล้ายเหลือบประกายรุ้งที่เปลี่ยนสีได้เมื่อหมุนพลอยไปมาในทิศทางที่ต่างกัน เรียกปรากฏการณ์พิเศษนี้ว่า โอปอเลสเซนต์ (Opalescence) หรือ การเล่นสี (Play of colour) พลอยที่จัดว่าเป็น Precious opal ได้แก่
-โอปอสีขาว (White opal) มีสีขาวหรือสีอ่อนเป็นพื้น
-โอปอสีดำ (Black opal) มีสีเทาเข้ม น้ำเงินเข้ม เขียวเข้ม หรือเทาดำเป็นพื้น เป็นชนิดที่ค่อนข้างหายาก
-โอปอแมทริกซ์ (Matrix opal) ส่วนที่เล่นสีของโอปอจะแทรกอยู่ตามรอยช่องว่าง หรือรูพรุนในเนื้อหิน

*Fire opal เป็นโอปอสีส้ม หรือสีแดงเหมือนสีของเปลวไฟ มีลักษณะโปร่งใส เมื่อนำมาส่องดูภายใต้แสงไฟจะเห็นสีสะท้อนบนผิวเหมือนเปลวไฟเกิดขึ้น จึงเรียกว่า Fire opal หรือ โอปอไฟ ชนิดที่ดีที่สุดจะมีเนื้อโปร่งใสและสะอาดบริสุทธิ์ แต่จะเปราะและแตกง่าย ไม่ทนต่อแรงกดกระแทก และสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของโอปอชนิดนี้

*Common opal เป็นโอปอชนิดธรรมดาทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีเนื้อทึบ ไม่มีการเล่นสีให้เห็น ชื่อทางการค้ามีหลายชนิดเช่น อะเกต โอปอ (Agate opal) ไฮยาไลต์ (Hyalite) วูด โอปอ (Wood opal) ฮันนี่ โอปอ (Honey opal
 
 
ปีมะเมีย (ม้า)

โทแพซ (Topaz) พบได้เกือบทุกสี ตั้งแต่ใสไม่มีสี เหลือง ส้ม น้ำตาล ชมพู แดง แดงแกมม่วง ฟ้าอ่อน ถึงฟ้าเข้ม และเขียวอ่อน คำว่า Topaz ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “ไฟ” หรืออาจมาจากภาษากรีก "Topazos" ชื่อเกาะในทะเลแดง และเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีมะเมีย ตามความเชื่อที่ว่า โทแพซเป็นอัญมณีที่ให้ความสงบ แต่ก็ช่วยเพิ่มพลังให้แก่ผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังให้ความกระตือรือร้น ตรงข้ามก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ซ้ำยังให้ความสว่างกับจิตวิญญาณ ในเชิงธุรกิจจะช่วยสร้างมิตรภาพและมีพลังดึงดูดผู้คน ส่วนในเรื่องสุขภาพ จะช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย เช่น ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ และต่อมหมวกไต

คุณสมบัติในเชิงอัญมณีศาสตร์ของโทพาส มีดังนี้
*สูตรโมเลกุลเป็น Al2(SiO4)(OH,F)2 จัดอยู่ในหมู่ซิลิเกตที่มีองค์ประกอบของอลูมิเนียม ฟลูออรีน และหมู่ไฮดรอกซิล
*ระบบผลึกเป็นแบบ Orthorhombic โดยทั่วไปมักพบทั้งรูปทรงปริซึมแบบแท่งยาว ถึง สั้น มีหลากหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง-เหลืองทอง-เหลืองอมส้ม-ส้ม น้ำตาล ฟ้า ส่วนสีชมพูและแดงค่อนข้างหายาก
*ความแข็ง จัดอยู่ในระดับ 8 ของโมห์เสกล
*ความถ่วงจำเพาะ อยู่ระหว่าง 3.52 - 3.56 g/cm3

แหล่งกำเนิด: พบมากในประเทศบราซิล รองลงมาคือ เม็กซิโก อเมริกา ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไนจีเรีย และรัสเซีย (บริเวณแถบไซบีเรีย และเทือกเขาอูราล)
อัญมณีที่เลียนแบบโทพาซสีเหลือง ได้แก่ ซิทริน เบริลสีเหลือง คริสโซเบริลสีเหลือง และแก้วสังเคราะห์สีเหลือง เป็นต้น
การปรับปรุงคุณภาพ: ส่วนมากอาบรังสีในโทพาซสีฟ้า ส่วนสีเหลืองนั้นเป็นสีธรรมชาติอยู่แล้ว
 
 
ปีมะแม (แพะ)

มรกต (Emerald) เป็นหนึ่งในประเภทพลอยเบริล (Beryl) ที่มีสีเขียว เป็นพลอยที่ไม่ค่อยสะอาด เพราะมีมลทินภายในค่อนข้างมาก แต่เป็นที่นิยมมากกว่าพลอยเบริลชนิดอื่นๆ แต่เนื่องด้วยมีสีเขียวสดที่สวยงามและหาที่มีคุณภาพดียาก จึงทำให้มรกตมีราคาสูงกว่าเบริลชนิดอื่น บางเม็ดที่มีคุณภาพดีราคาอาจใกล้เคียงกับเพชร มรกตเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย ร่มเย็น เป็นอัญมณีประจำเดือนพฤษภาคมและครบรอบแต่งงานปีที่ 20 และ 35 มรกตเป็นส่วนหนึ่งในแก้วนพรัตน์ ที่มีความหมายถึงดาวพุธ จึงเป็นพลอยมงคลสำหรับผู้ที่เกิดในวันพุธ ซึ่งจะทำให้ผู้สวมใส่อยู่ยงคงกระพัน สามารถป้องกันอาวุธต่างๆและอุบัติเหตุ ส่วนผู้ที่เกิดในวันเสาร์ควรหลีกเลี่ยงที่จะสวมใส่มรกตเนื่องจากพลอยสีเขียวเป็นกาลกิณี ในความหมายทางด้านสรีระ มรกตเป็นแร่ธรรมชาติที่ช่วยบำรุงสายตา และในความหมายทางด้านพลังจิต มรกตช่วยส่งเสริมการมองเห็นภาพแห่งอนาคต เชื่อกันว่า รักษาโรคบิดและเป็นยาระบายได้ ขณะสร้างความสัมพันธ์ทางความรักนั้น มรกตเผยถึงความจริงใจในคำมั่นสัญญาที่ชายหนุ่ม-หญิงสาวได้ให้ไว้ต่อกัน มันจะร้าวรานถ้าผิดคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกัน และเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีมะแมหรือประจำเดือนพฤษภาคม

คุณสมบัติของมรกต
เบริลเลียม อลูมิเนียม ซิลิเกต: Be3Al2Si6O18
สาเหตุการเกิดสี: เขียวมรกต-โครเมียมหรือวานาเดียม หรือทั้งคู่ เขียวอมฟ้า-โครเมียมและเหล็ก
ค่าดัชนีหักเห (RI): ประมาณ 1.568-1.590 (ขึ้นอยู่กับแหล่ง)
ไบรีฟรินเจนซ์: ประมาณ 0.005-0.009
ลักษณะทางแสง: แสงหักเหคู่ (DR ) uniaxial negative
สีแฝด: เขียวแกมน้ำเงินและเขียวหรือเขียวอ่อนอมเหลืองและเขียวเข้ม
ความโปร่ง: โปร่งใส ถึง ทึบแสง (ขึ้นอยู่กับมลทินภายใน)
ความวาว (Luster): แบบแก้ว (vitreous)
การเรืองแสง: ส่วนใหญ่จะเฉื่อย (Inert)
ระบบผลึก: ผลึกหกเหลี่ยม (Hexagonal) มีหัวผลึกที่ตัดราบ มีร่องขนานถี่ๆ ตามความยาวของหน้าผลึก ซึ่งแตกต่างจากผลึกควอรตซ์ ตรงที่ควอรตซ์จะมีร่องตามแนวขวางผลึก
ความแข็ง (Hardness) : 7.5 ถึง 8
ความถ่วงจำเพาะ (SG): ประมาณ 2.68 - 2.80 (โดยปกติ = 2.72)
รอยแตก: รอยแตกเว้ากึ่งโค้ง (conchoidal)
ลักษณะมลทินภายใน: มลทินของไหลและมลทินแร่อื่น
รูปทรงผลึก: ที่พบบ่อย คือ ทรงปริซึมหรือเป็นรูปแท่งแบนบาง (Thin tabular) ส่วนมรกตจากโคลัมเบียที่มีลักษณะพิเศษเรียกว่า "Trapiche emerald" ซึ่งมีลักษณะตัดกันเหมือนฟันของล้อเฟือง ชื่อนี้มาจากฟันเฟืองที่อยู่ในโรงงานอ้อยในโคลัมเบียเอง

แหล่งและกระบวนการเกิดมรกต: มรกตมีลักษณะการเกิดที่หลากหลายน่าสนใจ หลายคนคิดว่ามรกตต้องมาจาก โคลัมเบีย แซมเบีย หรือ บราซิล แต่แท้จริงแล้วมรกตมีอยู่ทั่วทุกทวีปแต่ที่ใดจะเป็นแหล่งสำคัญนั้น ขึ้นอยู่กับความสวยงาม ขนาด และปริมาณ ลักษณะการเกิดของมรกตจะขึ้นอยู่กับภูมิประเทศต่างๆ เช่นมรกตของโคลัมเบียพบอยู่ในหินปูน หรือหินดินดานสีเข้ม และอาจพบผลึกมรกตปะปนร่วมกับแร่ไพไรต์ แต่ส่วนใหญ่พบในหินแกรนิตและสายแร่เพกมาไทต์ นอกจากนี้ยังพบในหินแปรจำพวกไมกาชีสต์ ซึ่งมีแร่ดีบุกปนอยู่ด้วย กระบวนการเกิดมรกตมีลักษณะพิเศษเฉพาะซึ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาและทางธรณีเคมีที่เหมาะสมซึ่งจะนำเอาธาตุโครเมียมและ/หรือ วานาเดียม มาพบกับธาตุเบริลเลียม ซึ่งมีเพียงไม่กี่แหล่งในโลกที่เกิดสภาวะแวดล้อมดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วหินต้นกำเนิดจะต้องมีความสามารถในการทำให้เกิดการเคลื่อนที่หมุนเวียนของธาตุ ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นด้วยกิจกรรมทางธรณีวิทยา เช่น การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก ซึ่งส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกเกิดการแตกหัก เกิดรอยเลื่อน เกิดการคดโค้ง โก่งงอ ซึ่งส่งผลให้มีการเคลื่อนที่ของของเหลวในระบบ มาตามแนวรอยแตกซึ่งจะนำพาธาตุต่าง ๆ ที่เหมาะสมในการเกิดมรกตจากหินต้นกำเนิดมาพบกัน มรกตนั้นสามารถเกิดการตกผลึกได้ในหลายลักษณะทั้งในหินชิสท์ หินไนส์ และในช่องว่างต่างๆ หรือในควอตซ์เลนส์ ตามแนวรอยแตกและรอยเลื่อนต่าง ๆ เป็นต้น (Petrov and Neumeier, 2002)

การปรับปรุงคุณภาพ: มรกตจัดเป็นพลอยที่มีการปรับปรุงคุณภาพมากที่สุดเนื่องจากมีลักษณะรอยแตกภายในค่อนข้างมาก จึงนิยมใส่สารเพื่อช่วยบดบังรอยแตกนั้นๆ ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันจากแร่ หรือแม้แต่น้ำมันหล่อลื่น โดยสารพวกนี้จะซึมเข้าไปในรอยแตก นอกจากนี้ยังมีสารที่มาจาก ยางสนธรรมชาติที่เรียกว่า Canada balsam ซึ่งมีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกับมรกต ส่วน Cedar wood oil และสารจากธรรมชาติอื่นๆที่มีค่าดัชนีหักเหพอๆกันจะมีราคาแพงกว่า เราอาจมองไม่เห็นสารที่ว่านี้แม้ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงๆ
 
 
ปีวอก (ลิง)

เพริดอต (Peridot) เป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดในปีวอกและเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดสิงหาคม เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความสงบ ความมีโชค นอกจากนี้ยังมีผู้เชื่อว่า เพอริโด เป็นอัญมณีแห่งความกล้าหาญอีกด้วย คำว่า เพริดอต เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง แร่โอลิวีนที่มีสีเขียวมะกอก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คริโซไลต์ บ้างก็เรียกว่ามรกตราตรี โดยมากพบในหินอัคนีสีเข้ม เช่น เพอริไทต์ และบะซอลท์

เพริดอต เป็นพลอยที่มีค่าความแข็งระหว่าง 6.5-7 มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 3.34 มีค่าดรรชนีหักเหสองค่าคือ 1.654 และ 1.690 องค์ประกอบทางเคมีเป็นแมกนีเซียมเหล็กซิลิเกต ลักษณะทางแสงเป็นพลอยหักเหคู่แกนคู่ ระบบผลึกอยู่ในระบบออโธรอมบิก เพอริโดเป็นพลอยที่มีสีเขียวเท่านั้น สีของเพอริโดมีทั้งสีเขียวอมเหลือง สีเขียวใส สีเขียวอมเทา สีเขียวอมน้ำตาล แต่สีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สีเขียวใสบริสุทธิ์หรือติดสีอื่นน้อยที่สุด

เพอริโดมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมรกตในกลุ่มของพลอยเบอริลอยู่เสมอ เนื่องมาจากสีที่ดูคล้ายกัน ในสมัยอียิปต์โบราณ มีการทำเหมืองเพอริโดบนเกาะ Zeberget แต่ต้องทำกันในเวลากลางคืนเท่านั้นเพราะในเวลากลางวันจะมองไม่เห็นแร่ชนิดนี้

ส่วนชาวโรมันเรียกเพอริโดว่า Evening Emerald เพราะเมื่อใช้ตะเกียงส่องหาแร่ชนิดนี้ในเวลากลางคืนก็ยังคงมองเห็น ต่อมาในยุคกลาง มีการนำเพริดอตไปประดับตามโบสถ์ สันนิษฐานว่าชาวยุโรปที่ไปร่วมรบในสงครามครูเสดเป็นผู้ที่นำเพอริโดเหล่านี้กลับมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากมายเชื่อกันว่า เพริดอต มีพลังสามารถขับไล่วิญญาณร้าย ภูตผีปีศาจได้ และช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ด้วย นักรบสมัยโบราณจึงมักจะพกอัญมณีชนิดนี้ติดตัวไว้ เพริโดมีพลังที่ทำให้จิตใจของผู้สวมใส่เข้มแข็ง กล้าหาญ และหากนำเพริโดไปประดับกับทองจะยิ่งทำให้เพริดอตมีพลังมากขึ้น

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากมายเชื่อกันว่า เพริโดมีพลังสามารถขับไล่วิญญาณร้าย ภูตผีปีศาจได้ และช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ด้วย นักรบสมัยโบราณจึงมักจะพกอัญมณีชนิดนี้ติดตัวไว้ เพริดอตมีพลังที่ทำให้จิตใจของผู้สวมใส่เข้มแข็ง กล้าหาญ และหากนำเพริโดไปประดับกับทองจะยิ่งทำให้เพริดอตมีพลังมากขึ้น ทางด้านความรัก เชื่อว่าเพริดอตมีพลังที่นำมาซึ่งอารมณ์และจิตใจที่มั่นคง จึงทำให้คู่แต่งงานที่สวมใส่อัญมณีชนิดนี้มีความสุขในชีวิตแต่งงาน ทางด้านการบำบัดรักษา เชื่อว่าเพอริโดช่วยในเรื่องระบบทางเดินอาหาร เช่น ช่วยในการดูดซึมอาหาร ช่วยการทำงานของม้าม ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน และรักษาโรคหอบหืดได้

แหล่งสำคัญที่พบเพอร์โด คือ ที่เกาะเซนต์จอห์นในทะเลแดง ซึ่งถือว่ามีเพอริโดคุณภาพดีที่สุด รู้จักกันในนาม มรกตยามเย็น (evening emerald)

ส่วนใหญ่เมื่อพบพลอยคอรันดัมในแหล่งใดก็มักจะพบพลอยเพอริโด เพทาย และสปิเนลด้วย

แหล่งพลอยเพอริโดที่มีชื่อเสียงแหล่งหนึ่ง ได้แก่ พม่า ซึ่งมีคุณภาพหลากหลายระดับ แต่เฉพาะเพอริโดที่มาจากเมืองโมกอกนั้นจะมีคุณภาพที่แตกต่างออกไป แหล่งของพลอยเพอริโดอีกแหล่งหนึ่ง คือ ที่ San Carlos Apache Indian ในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และอาจพบได้ในฮาวายอีกด้วย ในราวปี 1990 มีแหล่งของพลอยเพอริโดอีกแหล่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ประเทศปากีสถาน ซึ่งมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับเพอริโดที่มาจากพม่า พลอยเพริดอต ยังอาจพบได้จากออสเตรเลีย บราซิล จีน เม็กซิโก นอร์เวย์ ศรีลังกา เวียดนาม
 
 
ปีระกา (ไก่)

ซิทริน (Citrine) หรือควอทซ์สีเหลือง หรือที่นิยมเรียกกันว่า โทแพซควอทซ์ อยู่ในตระกูลควอทซ์ ชื่อซิทรินได้มาจากภาษาฝรั่งเศษแปลว่า มะนาว ตามปกติซิทรินจะมีสีเหลือง ส้มถึงน้ำตาล ซิทรินที่ดีจะไม่ค่อยมีตำหนิ มีความทนทานดี มีความแข็งอยู่ในระดับ 7 ของโมห์สเกล

ปัจจุบันพลอยซิทรินดิบค่อนข้างหายากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ได้มาจากการเผาพลอยม่วงอเมทิสต์ ให้ได้ออกมาเป็นสีเหลือง ซิทรินเป็นอัญมณีประจำคนเกิดปีระกาหรืออัญมณีประจำเดือนพฤษจิกายน และเหมาะสำหรับคนเกิดในราศีพิจิก เชื่อกันว่าสามารถปกป้องให้พ้นจากความอัปยศและการทรยศหักหลังได้ อีกทั้งสีเหลืองของซิทรินยังเป็นสีนำโชคของบุคคลที่เกิดวันจันทร์ พลังอำนาจแห่งซิทริน ผู้ใช้อัญมณีซิทรินมีความเชื่อว่า เป็นรัตนชาติที่ให้พลังงานสูงมาก ในด้านของจิตใจแล้วซิทรินจะสามารถช่วยปรับระบบความคิด ปรับทัศนคติการมองโลกให้เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจหรือแก้ปัญหาช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลสามารถดำเนินไปอย่างประณีประนอม เพิ่มความรักความเอื้ออาทรให้กับจิตใจ อีกทั้งเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรักษาให้มีความเข้มแข็งต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้ เชื่อกันว่า ผู้ใดได้ครอบครองซิทริน ผู้นั้นจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีการตัดสินใจที่แม่นยำ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มั่นใจในตัวเอง ลดความตื่นกลัว กระตือรือร้น และมีความเพียรพยายามอย่างสูง

ซิทริน (Citrine) เป็นพลอยโปร่งใสสีเหลือง ส้ม และ ส้มอมน้ำตาล สีเกิดจากธาตุเหล็ก (Fe) ซิทรินที่มีในท้องตลาดส่วนใหญ่ได้มาจากการเผาอะเมทิสต์ (Amethyst) จัดอยู่ในกลุ่มของ ควอตซ์ (Quartz) เป็นแร่ที่มีความหลากหลายในแง่ของการเกิดและชนิดมากที่สุด พบทั้งในหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ไม่มีแนวแตกเรียบ และมีเสถียรภาพทางเคมี ไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีทั่วไป จึงเป็นแร่ที่ทนทานต่อการผุกร่อน และทนต่อการทำลายทางเคมีมาก ทำให้ควอรตซ์ยังคงสภาพอยู่ได้ในรูปของกรวดทรายตามตะกอนทางน้ำและชายทะเล

แหล่งที่พบพลอยซิทรินคือประเทศบราซิลและมาดากัสการ์ซึ่งเป็นแหล่งของพลอยซิทรินที่มีคุณภาพที่สุด ส่วนแหล่งอื่นๆ ก็มีที่อุรุกกวัย, รัสเซีย, และแอฟริกา
 
 
ปีจอ (สุนัข)

เพชร (Diamond) เป็นอัญมณีประจำคนเกิดปีจอหรืออัญมณีประจำเดือนเมษายน คำว่า "Diamond" นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า "Adamas" มีความหมายว่า ไม่มีใครเอาชนะได้ หรือไม่เคยแพ้ใคร (unconquerable) ซึ่งสืบเนื่องมาจากความแข็งของเพชรนั่นเอง

เพชร มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นธาตุคาร์บอน (C) ผลึกเพชรอยู่ในระบบคิวบิก (Cubic) มีรูปผลึกส่วนใหญ่เป็นแบบออกตะฮีดรอล (Octahedron) มีความแข็งเท่ากับ 10 ตามโมห์สเกล (Mohs' Scale of Hardness) ซึ่งเป็นแร่มีความแข็งมากที่สุด จากสมบัติทางกายภาพของเพชรซึ่งมีผลถึงความสวยงาม ประกายแวววาว เพชรจึงเป็นอัญมณีที่เป็นที่นิยมนำมาเจียระไนรูปทรงต่างๆ เพื่อนำมาทำเครื่องประดับตั้งแต่สมัยอดีตกาล โดยเพชรที่มีชื่อเสียงมักมีขนาดใหญ่ หรือมีสีสวยงามหายาก ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับสำหรับพระมหากษัตริย์ ตัวอย่างเช่น เพชร Cullinan I เป็นเพชรเจียระไนที่มีน้ำหนักถึง 530.20 กะรัต ประดับบนคฑาของเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับกษัตริย์อังกฤษ เป็นต้น ปัจจุบันเพชรที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ

เนื่องจากราคาของเพชรขึ้นอยู่กับคุณภาพของเพชรแต่ละเม็ด จึงมีการจัดระดับคุณภาพของเพชรตามกฎ 4 C's ซึ่งประกอบด้วย กะรัต (Carat) ความใส สะอาด (Clarity) การเจียระไน (Cutting) และสี (Colour) โดยเพชรที่มีน้ำหนักกะรัตมากย่อมมีราคาต่อกะรัตสูงกว่าเพชรที่มีขนาดเล็ก คุณภาพการเจียระไนก็มีผลต่อความสวยงาม จึงมีผู้คิดค้นรูปแบบการเจียระไนแบบต่างๆ เพื่อให้ได้เพชรที่มีประกายแวววาวสวยงามที่สุด แม้ว่าเพชรในธรรมชาติมีได้หลายสีที่พบมากคือ ตั้งแต่ไม่มีสี จนถึงค่อนข้างเหลือง สำหรับเพชรที่มีสีสวยงาม เช่น สีน้ำเงิน ชมพู แดง หรือเหลืองสด จัดเป็นเพชรสีแฟนซีซึ่งหายากและมีราคาแพง แต่ที่นิยมนำมาใช้ทำเครื่องประดับโดยทั่วไป จะไม่มีสี-ค่อนข้างเหลืองอ่อน ระดับความใสสะอาดที่เป็นที่นิยมใช้ทำเครื่องประดับ โดยทั่วไปจะใส- ค่อนข้างใส คือมีตำหนิน้อยที่สุด สำหรับเพชรที่มีคุณภาพความสะอาดต่ำหรือมีมลทินภายในมากจนทำให้เกิดความไม่สวยงามนั้นจะนำมาใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ผงขัด หัวขุดเจาะ เป็นต้น

แหล่งที่พบเพชร ได้แก่ ในประเทศแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา บราซิล เวเนซุเอลา รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย พบที่ จ.พังงา และภูเก็ต เป็นต้น
 
 
ปีกุน (หมู)

ทับทิม (Ruby) ซึ่งจัดเป็นแร่ในประเภท (Species) คอรันดัม (Corundum) เช่นเดียวกับแซปไฟร์ (Sapphire) ทับทิมเป็นพลอยคอรันดัมที่มีสีแดงจนถึงสีม่วงแดง ทับทิมได้รับการขนานนามว่าเป็น ราชาแห่งอัญมณี และมีความเชื่อว่า ทับทิมจะช่วยปกป้องผู้เป็นเจ้าของจากความโชคร้าย คำว่า "Ruby" มาจากคำว่า "Ruber" ในภาษาละติน ซึ่งมีรูปเดิมว่า "Rubinus" แปลว่า สีแดง ทับทิม เป็นอัญมณีประจำคนเกิดปีกุนหรืออัญมณีประจำเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในวัฒนธรรมจีนซึ่งเชื่อกันมานานหลายพันปีว่าสีแดงคือสีมงคล ทับทิมจึงเป็นอัญมณีที่จะนำพาโชคลาภมาสู่ผู้เป็นเจ้าของ ทับทิมจึงมีราคาสูงและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในตลาดทั่วโลก

คุณสมบัติของทับทิม
สูตรเคมี (Chemical composition): อะลูมิเนียม ออกไซต์ (Al2O3)
ค่าดัชนีหักเห (RI): ประมาณ 1.76-1.77
ค่าไบรีฟรินเจนซ์ (Birefringence): ประมาณ 0.008-0.010
ลักษณะทางแสง (Optical nature): ดัชนีหักเหคู่ (DR) uniaxial
ความวาว (Luster): วาวแบบแก้ว (Vitreous)
ระบบผลึก(Crystal system): ระบบสามแกนราบ (Trigonal)
ความแข็ง (Hardness): ประมาณ 9
ความถ่วงจำเพาะ (SG): ประมาณ 3.80-4.05

กระบวนการเกิดและแหล่งกำเนิด: การกำเนิดของทับทิมแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ การกำเนิดแบบปฐมภูมิ และแบบทุติยภูมิ

1. แหล่งแร่ที่มีการกำเนิดแบบปฐมภูมิ (Primary Deposits) แหล่งแร่ที่มีการกำเนิดแบบปฐมภูมินี้ มักเป็นพลอยที่พบอยู่กับหินต้นกำเนิด มักพบเป็นแร่ประกอบหินของหินต้นกำเนิดหรือเกิดเป็นแร่แปลกปลอม เช่น แหล่งพลอยที่โมกก ประเทศพม่า และแหล่งพลอยประเทศมาดากัสการ์ โดยทั่วไปพบว่าแหล่งแร่นี้มีการเกิดสัมพันธ์กับหินต่างๆ เช่น หินอัคนีแทรกซอน หินแปร และหินภูเขาไฟชนิดหินแอลคาไลน์บะซอลต์
2. แหล่งแร่ที่มีการกำเนิดแบบทุติยภูมิ (Secondary Deposits) แหล่งกำเนิดแบบนี้สัมพันธ์กับการผุพังสลายตัวของเนื้อหินต้นกำเนิด และมีการพัดพาแร่ออกจากต้นกำเนิดโดยกระแสน้ำไปตกสะสมตัวเป็นแหล่งแร่แหล่งใหม่ เช่นแหล่งพลอยในประเทศไทย แหล่งแร่พลอยทุติยภูมินี้ สามารถแบ่งได้ 2 แบบ ตามการสะสมตัวของแหล่งแร่ ดังนี้
1.แหล่งพลอยที่สะสมตัวอยู่กับที่ หรืออยู่ใกล้ต้นกำเนิด มักพบแร่บริเวณไหล่เขา หรือบริเวณที่หินต้นกำเนิดผุพัง หรือถูกพัดพาไปจากที่เดิมในระยะทางใกล้ๆ พลอยที่พบมักมีขนาดใหญ่
2.แหล่งพลอยแบบลานแร่ แหล่งแร่เกิดจากหินต้นกำเนิดเกิดการผุพัง และเกิดการพัดพาของกระแสน้ำ ไปสะสมตัวอยู่ในที่ลุ่มต่ำ เช่น ที่ราบตะกอนน้ำพา
บริเวณตะพักลำน้ำ พลอยที่พบมักมีขนาดพลอยเล็ก

การปรับปรุงคุณภาพ: ทับทิมจัดเป็นพลอยชนิดหนึ่งที่มีการปรับปรุงคุณภาพแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันในท้องตลาด การปรับปรุงคุณภาพของทับทิมส่วนใหญ่จะใช้วิธีการปรับปรุงคุณภาพด้วยความร้อน เพื่อเป็นการกำจัดสีเจือปนที่ไม่ต้องการ รวมทั้งทำให้เนื้อพลอยมีความใสสะอาดมากขึ้น
SHARE ON :