เรื่องจริงที่อยู่เบื้องหลังซีรีย์ลูแปง
เรื่องจริงที่อยู่เบื้องหลังซีรีย์ลูแปง

GIT LIbrary Admin

 11 Jun 2021   1021

ซีรีย์ "ลูแปง" กับคดีสร้อยพระศอของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต...เรื่องจริงหรือแค่นิยาย?

Lupin (ลูแปง) จอมโจรลูแปง เป็นซีรีส์ระทึกขวัญอาชญากรรมของฝรั่งเศส ผลงานซีรี่ย์จากเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่นำแสดงโดย โอมาร์ ซี (Omar Sy) รับบทเป็น อัสซาน จ็อป (Assane Diop) และยังเป็นซีรี่ย์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่เริ่มออกอากาศวันแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซีรีส์เรื่องนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ด้วยการเล่าเรื่องให้มีความสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นผ่าน อาร์แซน ลูแปง (Arsène Lupin) ตัวละครในนวนิยายมีชื่อเดียวกันของ มอริส เลอบล็อง (Maurice Leblanc) เรื่อง “Arsène Lupin: Gentleman Burglar”

 Lupin TV Series (Photo: Screenshot/Netflix)

เรื่องราวการโจรกรรมครั้งนี้ของซีรีย์ ‘ลูแปง’ เกิดขึ้นอีกครั้งที่ฝรั่งเศส โดยฝีมือของ อัสซาน จ็อป (Assane Diop) ชายผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตจากวีรกรรมของสุภาพบุรุษจอมโจรอาร์แซน ลูแปง เพื่อปฏิบัติภารกิจ “ล้างแค้น” ให้พ่อของเขาที่เสียชีวิตในคุกหลังจากถูกกล่าวหาว่าขโมยสร้อยพระศอเพชรอันล้ำค่าจากครอบครัวเศรษฐีผู้มั่งคั่ง “เปเญกรินี” (Pellegrini) ซึ่งสร้อยพระศอเส้นนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นของ พระนางมารีอ็องตัวแน็ต (Queen Marie Antoinette) พระราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส

หลังการจากไปของพ่ออัสซาน สร้อยพระศอเส้นนี้ได้หายสาปสูญไปนานถึง 25 ปี แต่จู่ๆ ก็ได้ปรากฎขึ้นอีกครั้งในงานประมูลสินค้าเก่าแก่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ซึ่งปัจจุบันอัสซานกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลอมตัว อัสซานได้วางแผนอันแยบยลเพื่อขโมยสร้อยพระศอเส้นนี้จากงานประมูล ด้วยการแทรกซึมเข้าไปเป็นพนักงานทำความสะอาดในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ และได้หลอกล่อเหล่าทีมอันธพาลของเขาเพื่อที่มาร่วมในแผนการขโมยสร้อยพระศอได้สำเร็จ

Omar Sy (Photo: Screenshot/Netflix)
 
Omar Sy (Photo: Screenshot/Netflix)

เรื่องราวการโจรกรรมสร้อยพระศอเกิดขึ้นจริงหรือไม่? และใครคือพระนางมารี อ็องตัวแน็ต? 

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Queen Marie Antoinette) เจ้าหญิงแห่งออสเตรียราชวงศ์ฮาพส์บวร์คและเป็นพระราชินีองค์สุดท้ายแห่งฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์ โดยพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ฝรั่งเศส หลุยส์ออกุสต์ เดอ ฟร็อง (Louis-Auguste de Bourbon) ในปี 1770 ด้วยวัยเพียง 14 ปี สี่ปีต่อมาเมื่อหลุยส์ออกุสต์ เดอ ฟร็องได้ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส (Louis XVI) พระนางมารี อ็องตัวแน็ต จึงได้เป็นพระราชินีแห่งฝรั่งเศส ทั้งสองพระองค์มีพระบุตรด้วยกันทั้งหมดสี่พระองค์ แต่มีเพียงพระองค์เดียวที่เหลือรอดเข้าสู่วัยผู้ใหญ่


Marie Antoinette (Photo:Wikimedia commons)

คอลเล็กชันเครื่องประดับของพระนางมารีอ็องตัวแน็ตคืออะไร?

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต มีชื่อเสียงลือในด้านการใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยมากเกินไป จนได้รับการขนานพระนามว่า "มาดามหนี้ท่วมหัว" วิถีชีวิตของพระองค์ทำให้พระองค์กลายเป็นที่เกลียดชังของผู้คนในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดของฝรั่งเศสแต่ยังใช้ชีวิตฟุ่มเฟื่อยอยู่เป็นนิจ มีข่าวลือว่าพระราชินีหมดเงินไปกับการพนัน การเสี่ยงโชค เสื้อผ้าอาภรณ์และวิกผม ซึ่งรวมไปถึงเครื่องประดับเพชรและไข่มุกเป็นจำนวนมาก

เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ต่างเชื่อกันว่าบรรดาเครื่องประดับล้ำค่าและมงกุฎเพชรทั้งหมดได้สูญหายไปพร้อมกับพระนางมารีอ็อง ตัวแน็ต และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หลังจากพยายามที่จะหลบหนีจากฝรั่งเศส แต่ในความเป็นจริงเมื่อครั้งที่พระราชวังแวร์ซายถูกกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดและทำลาย พระนางมารีอ็องตัวแน็ตได้เตรียมการก่อนไว้แล้วเพื่อให้เครื่องประดับของพระองค์ถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย และจะต้องถูกส่งต่อให้กับคนในราชวงศ์บูร์บงปาร์มา (Bourbon Parma Family) ของพระองค์เท่านั้น ซึ่งสมบัติล้ำค่าเหล่านี้เก็บไว้ในหีบไม้ส่งไปให้กับ ฟลอรีมอนด์ คล็อด, คอง เดอ เมซิ อาจองตู (Florimond Claude, Comte de Mercy Argenteau) นักการทูตชาวออสเตรียและเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระราชินี ที่เป็นผู้ลักลอบนำเครื่องประดับเหล่านี้ออกจากฝรั่งเศส โดยได้ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในประเทศออสเตรีย ภายใต้การดูแลของจักรพรรดิแห่งออสเตรีย (หลานชายของพระนางมารีอ็องตัวแน็ต) ก่อนที่จะถูกส่งกลับคืนไปให้ เจ้าหญิงมารี-เตแรซแห่งฝรั่งเศส (Marie-Thérèse de France) พระราชธิดาและพระทายาทเพียงพระองค์เดียวแห่งราชวงศ์ฝรั่งเศสที่ได้ถูกปล่อยตัวจากคุกในเวลาต่อมา ได้นำเครื่องเพชรและชุดไข่มุกล้ำค่ากลับมาคืนสู่ตระกูลอีกครั้ง

คอลเล็กชันเครื่องประดับชุดนี้ยังคงอยู่ในความครอบครองของทายาทพระนางมารีอ็อง ตัวแน็ตจากรุ่นสู่รุ่น และไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนมาเป็นเวลา 200 ปี จนกระทั่งมาปรากฏขึ้นอีกครั้งบนเวทีการประมูลสินค้าเก่าแก่ของ "โซเทบีส์" (Sotheby’s) บริษัทจัดการประมูลผลงานศิลปะสัญชาติอังกฤษ​ในปี 2018​ ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดย​ “โซเทบีส์” ได้ขนานนามให้เครื่องประดับของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ว่าเป็น “หนึ่งในคอลเล็กชันเครื่องประดับราชวงศ์ที่สำคัญที่สุดในการประมูล" 

 Three-strand pearl necklace(Photo: http://www.sothebys.com)

เครื่องประดับชิ้นสำคัญที่สุดจากชุดคอลเล็กชันนี้คือ จี้ไข่มุกเม็ดงามทรงหยดน้ำประดับเพชร ที่ตั้งราคาประเมินขั้นต่ำไว้ที่ 1 ล้านดอลลาร์ และถูกประมูลไปด้วยราคากว่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ (47.9 ล้านเหรียญสิงคโปร์) ทุบสถิติโลกสำหรับไข่มุกธรรมชาติที่แพงที่สุดในการประมูล คอลเล็กชันนี้ยังมีแหวนพระปรมาภิไธยย่อ MA ประดับด้วยปอยผมของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต และเครื่องประดับอีกกว่า 10 ชิ้นที่ถูกขายไปแล้วกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐในการประมูล

Marie Antoinette’s 18th century pearl and diamond pendant (Photo: http://www.sothebys.com)
 
Marie Antoinette’s Breathtaking Jewels Lead an Aristocratic Collection

เรื่องราวสร้อยพระศอในซีรี่ย์ "ลูแปง" เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่แต่งขึ้นกันแน่?

เรื่องราวในซีรีย์ลูแปงนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่แต่งเติมขึ้นเพื่อให้ชวนติดตาม ความจริงก็คือสร้อยพระศอเพชรที่สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระนางมารี อ็องตัวแน็ตนั้นไม่เคยตกเป็นสมบัติของพระราชินีเลย แต่ได้กลายเป็นคดีสร้อยพระศออันอื้อฉาวที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระองค์เป็นอย่างมากทั้งยังเป็นเรื่องราวที่นำไปสู่การสิ้นพระชนม์ของราชินีอีกด้วย

ในปี 1772 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ได้ว่าจ้างให้นายโบห์แมร์ (Boehmer) และบาสเซนจ์ (Bassenge) สองนักอัญมณีชาวปารีส​ให้รวบรวมเพชรน้ำงามจำนวนมากมาทำเป็นสร้อยคอเพชรเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแด่พระสนมเอก มาดาม ดูว์ บารี (Madame du Barry) ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าสร้อยพระคอเส้นนี้ทำจากเพชรจำนวนมากถึง 647 เม็ด และมีน้ำหนักรวมมากถึง 2,800 กะรัต

Copy of the diamond necklace, Le Collier de la Reine (Photo:Wikimedia commons)

แต่ก่อนที่สร้อยคอเส้นนี้จะทำเสร็จ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสด็จสวรรคต สร้อยคอก็ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ใดซื้อไป นายโบห์แมร์ใช้เงินลงทุนไปกับสร้อยคอเส้นนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้หลายปีต่อมานายโบห์แมร์จึงตัดสินใจเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยหวังว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตจะทรงโปรดและซื้อสร้อยเส้นนี้ไป แต่น่าเสียดายที่พระราชินีปฏิเสธไม่ยอมซื้อสร้อยเส้นนี้ แต่กลับที่จะใช้เงินไปกับการซื้อเรือรบหุ้มเกราะแทน

เรื่องราวอันน่าเศร้าทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ มาดาม ยีน เดอ ลาม็อตต์ (Jeanne de La Motte) สตรีนักต้มตุ๋นลูกนอกสมรสของคิงส์เฮนรี่ที่ 2 (King Henri II) แห่งฝรั่งเศส ได้พยายามแฝงตัวเข้ามาและแสดงตนว่าเป็นชนชั้นสูง เธอได้ทำความสนิทสนมกับพระคาร์ดินัลเดอโรฮัน (Cardinal de Rohan) ซึ่งเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส และรู้ว่าพระคาร์ดินัลปรารถนาที่จะเป็นรัฐมนตรีในราชสำนัก ทั้งยังมีความพึงใจในตัวพระนางมารี อ็องตัวแน็ตเป็นอย่างมาก

มาดาม ยีน เดอ ลาม็อตต์ ปลอมแปลงจดหมายพร้อมกับลายเซ็นของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ออกอุบายหลอกพระคาร์ดินัลให้หลงเชื่อว่าพระนางมารีอ็องตัวแน็ตสนใจสร้อยคอเส้นนี้เป็นอย่างมากและหวังที่จะเป็นราชินีของพระคาร์ดินัล และได้ว่าจ้างโสเภณีหน้าคล้ายพระนางมารีอ็องตัวแน็ตให้ปลอมเป็นพระราชินีและนัดพบกันในยามค่ำคืน ด้วยความมืดมิดนั้นทำให้พระคาร์ดินัลไม่ทันสังเกตและได้หลงเชื่ออย่างสนิทใจ

พระคาร์ดินัลจึงยอมมาพบกับนายโบห์แมร์และตกลงที่จะจ่ายเงินค่าสร้อยคอเป็นงวดๆ โดยไว้ใจให้ มาดาม ยีน เดอ ลาม็อตต์ เป็นธุระจัดการมอบสร้อยคอให้กับพระราชินี แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของ มาดาม ยีน เดอ ลาม็อตต์ เธอไม่ได้เอาสร้อยคอไปให้พระราชินีแต่เธอกลับเอาสร้อยคอไปให้สามีของเธอแยกชิ้นส่วนสร้อยเพชร​ นำเพชรออกสร้อยคอและเอาไปขายทอดตลาด ในขณะที่นายโบห์แมร์ไม่ได้รับเงินค่าสร้อยคอเลยแม้แต่งวดเดียว

เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อนายโบห์แมร์ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินหลายสิบล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐจากพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต​ เป็นค่าสร้อยพระคอเพชรที่พระคาร์ดินัลเป็นผู้ว่าจ้างให้ทำขึ้นในนามของพระองค์ โดยที่พระองค์​ไม่มีส่วนรู้เห็น ทำให้พระคาร์ดินัลถูกจับและถูกพิจารณาคดีแต่ในที่สุดก็ถูกตัดสินว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนมาดาม ยีน เดอ ลาม็อตต์ จอมโจรในคราบชนชั้นสูงก็ถูกจับไปดำเนินดดี ถึงแม้ว่านักประวัติศาสตร์จะเชื่อว่าพระนางมารีอ็องตัวแน็ต จะไม่มีความผิด แต่มีประชาชนบางกลุ่มก็เชื่อว่าพระองค์มีส่วนรู้เห็นในการฉ้อโกงพระคาร์ดินัลเพื่อเอาสร้อยพระคอเพชรไปขาย คดีนี้จึงเป็นคดีที่สร้างความเสื่อมเสียและทำให้ความนิยมในตัวของพระราชินีลดลงอย่างมาก ถึงแม้ว่าการพิจารณาคดีนี้ พระนางมารีอ็องตัวแน็ต ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และเป็นผู้เสียหาย​ การดำเนินคดีและเปิดโปงความจริงทั้งหมดก็ชัดเจน แต่ข่าวที่ไปถึงประชาชนกลับเป็นข้อมูลคนละด้าน พวกเขายังคงหลงเชื่อว่า คู่สามีภรรยา เดอ ลาม็อตต์ เป็นคนดีและบริสุทธิ์ แต่ถูกพระราชินีกลั่นแกล้ง

สร้อยพระศอเพชรเส้นนี้ยังได้จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส​ และไม่กี่ปีต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยตินด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏต่อประเทศชาติ หลังจากนั้นอีก 9 เดือน พระนางมารีอ็องตัวแน็ตก็ต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับพระสวามี นับเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส 

ส่วนสร้อยพระศอในซีรีย์ลูแปงนั้นก็มีเค้าโครงเรื่องจริงที่สร้างมาจากสร้อยพระศอเพชรในประวัติศาสตร์ โดยมีความคล้ายคลึงกันหลายประการรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสร้อยพระศอได้ถูกแยกชิ้นส่วนออกจากกันและทำให้อัญมณีกระจัดกระจายไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามสร้อยพระศอเพชรเส้นนี้ก็ไม่เคยอยู่ในความครอบครองของครอบครัวเปเญกรินี และก็ไม่เคยถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์แต่อย่างใด และในที่สุดบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดนั้นจะเป็นอย่างไร? และจะเกิดอะไรขึ้นกับสร้อยพระศอเพชรในซีรีย์ลูแปง? คุณอาจจะต้องไปหาคำตอบได้จากซีรีส์เรื่องนี้

Diamond Necklace, Lupin TV Series (Photo: Screenshot/Netflix)
 
Lupin Official Trailer By Netflix

เครื่องประดับสุดหรูของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต: ศิลปะเครื่องประดับโรโคโค

เครื่องประดับแบบโรโคโค (Rococo) เป็นงานศิลปะเครื่องประดับที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 (ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1701-1800) เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของ “เครื่องประดับ” เป็นอย่างมาก การออกแบบที่โดดเด่นด้วยการใช้สีครีม สีทอง และสีพาสเทล การใช้รูปทรงที่ไม่สมมาตรและการใช้ลายเส้นที่มีส่วนเว้าโค้ง ซึ่งศิลปะแบบโรโคโคนั้นก็มีรูปแบบที่ดูขี้เล่นและปราดเปรื่องซึ่งแตกต่างจากศิลปะแบบบาโรกโดยสิ้นเชิงที่ดูเคร่งขรึม จริงจังและเน้นการเมือง การสวมเครื่องประดับยังคงแสดงถึงอัตลักษณ์ของคนชั้นกลางและคนรวย ชายและหญิงมักสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากตัวเรือนทองคำประดับด้วยอัญมณีหลากสี ยกตัวอย่างเช่น กระดุม หัวเข็มขัด เข็มกลัด เครื่องประดับผม ด้ามดาบ นาฬิกา เสื้อยกทรง ต่างหู และสร้อยคอ เป็นแบบอย่างของ “court fashion” ให้ชนชั้นกลางในเวลาต่อมาเพื่อแสดงสถานะและความมั่งคั่งของพวกเขา

ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสในยุคนี้มักจะชอบสวมใส่เครื่องประดับอัญมณีเซตใหญ่ โดยได้รับการสืบทอดมาจากศตวรรษก่อน เทรนด์การใส่เดรสคอลึกหรือที่เรียกว่า “décolleté” (เสื้อคอ​ลึกหรือเสื้อเกาะอก) ทำให้สร้อยคอกลายเป็นเครื่องประดับที่สำคัญมากกว่าเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ และ “เพชร” ยังคงเป็นของขวัญอันล้ำค่าและนิยมนำมาทำเครื่องประดับ เพราะแสดงถึงความงดงามและความสง่างาม เป็นการดึงดูดความสนใจของผู้คนไปที่หน้าอกและคอของผู้สวมใส่ ทำให้ดูโดดเด่น สะดุดตา และมักจะเจียระไนเป็นเหลี่ยมเพื่อทำให้เกิดประกายแสงเจิดจ้าระยิบระยับภายใต้แสงเทียนเมื่อใส่ไปออกงานหรือพิธีสำคัญต่างๆ  นอกจากนี้สร้อยคอมักจะประดับประดาด้วยพู่ห้อยตรงกลางหลายอัน และประดับด้วยจี้ตรงกลางที่มีรูปร่างเป็นโบว์ริบบิ้น กากบาท หรือไข่มุกรูปทรงหยดน้ำ ต่างหูที่ห้อยระย้าที่ออกแบบในไสตล์ “pendelogue and girandole” (ดีไซน์คล้ายโคมระย้าประดับเพชรทรงลูกแพร์) ที่เป็นไอเท็มสุดฮิตและเข้ากันสุดๆ ในขณะนั้น

อุตสาหกรรมเครื่องประดับสตรีในฝรั่งเศสมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก สินค้าเครื่องประดับก็เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้น เครื่องประดับไข่มุกในรูปแบบดั้งเดิมถูกเสริมด้วยอัญมณีที่มีสีต่างๆ เช่น มรกต ไพลิน และทับทิม ถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับบ่อยขึ้น คริโซเบริล (chrysoberyl) สีเหลืองมะนาว และโทแพซ (Topaz) สีส้มอมชมพูจากบราซิล ตัวเรือนทำด้วยทองคำและเงิน-ทอง ลวดลายดอกไม้ ก็กลายเป็นแฟชั่นในสร้อยคอที่นิยมสวมใส่ในงานตอนเย็น อัญมณีประเภทนี้มักนำมาทำเป็นเครื่องประดับเซตใหญ่และใช้สวมใส่ในโอกาสที่เป็นทางการ ทั้งยังสะท้อนถึงรสนิยมของช่วงเวลานั้นๆ

Stomacher (Devant De Corsage) (Photo: http://www.sothebys.com)

แก้วใสไม่มีสีคุณภาพดี โทแพซสีขาว (White Topaz) และร็อกคริสตัล (Rock Crystal) ยังเป็นที่นิยมนำมาใช้แทนเพชรแท้อย่างแพร่หลาย เครื่องประดับแต่ละชิ้นผลิตขึ้นอย่างปราณีตวิจิตรบรรจง ด้วยช่างฝีมือที่มีความชำนาญ เครื่องประดับเงินประดับด้วยแก้วเคลือบสีกลายเป็นที่ยอมรับในสังคมแม้ในหมู่ชนชั้นสูง สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่ายุคนั้นมีการนำแก้วผสมตะกั่วมาใช้กันมากขึ้นและมีเทรนด์การสวมเครื่องประดับเลียนแบบ อัญมณีหลากสีที่ประดับด้วยทองคำมักมี “ฟอยล์” ฉาบไว้ด้านหลังเพื่อเพิ่มความลึกของสี เมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีโรงงานที่สร้าง​ขึ้นสำหรับการผลิตอัญมณีราคาไม่แพงออกออกสู่ตลาดได้เป็นจำนวนมาก ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20 จึงเป็นก้าวสำคัญของ “คอสตูมวิลวิลรี่ (Costume Jewelry)” อย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าศิลปะเครื่องประดับโรโคโคจัดเป็นแฟชั่นเครื่องประดับช่วงหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่มีอายุไม่ยาวนัก แต่เป็นแฟชั่นที่นิยมมากและเป็นเครื่องประดับที่มีเสน่ห์มากที่สุดยุคหนึ่ง จึงมีผู้สะสมเครื่องประดับเก่าแก่เป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการสะสมเครื่องประดับจากยุคนี้ ซึ่งรูปแบบของเครื่องประดับจะเน้นการประดับอัญมณีที่ผ่านการเจียระไนอย่างสวยงาม มีเสน่ห์ และปราณีตไม่แพ้เครื่องประดับจากยุคอื่นๆ ซึ่งเรื่องราวของศิลปะเครื่องประดับโรโคโค ยังไม่จบเพียงแค่นี้และมีให้ศึกษาเรียนรู้กันต่ออีกมากมาย ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับมีหนังสือจากหมวด “Jewelry Design” และหมวด "Diamonds" ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องประดับจากศตวรรษที่ 18 มาแนะนำให้อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับ


DIAMOND JEWELRY : 700 YEARS OF GLORY AND GLAMOUR
Author: Diana Scarisbrick
LC Call: NK 7660 .S33 2019
Collection: Diamonds
Read More: https://elibrary.git.or.th/book-detail/3521

 


7000 YEARS OF JEWELLERY
Author: edited by Hugh Tait
LC Call: NK 7306 .T135 2001
Collection: Jewelry Design
Read More: https://elibrary.git.or.th/book-detail/3522

 


และมีหนังสือเล่มอื่นๆ เกี่ยวกับ  “ไข่มุกและเครื่องประดับมุก” อีกมากมายซึ่งสามารถหาอ่านได้ที่ชั้นหนังสือ ORGANIC GEM COLLECTION และ JEWELRY DESIGN COLLECTION ภายในห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ หรือสืบค้นได้ที่ https://elibrary.git.or.th หรือ https://opac.git.or.th/Search_Basic.aspx 

พิกัด: ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น1 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม

SHARE ON :