TRIDACNA PEARL:ไข่มุกหอยยักษ์ระดับแรร์ไอเทม TRIDACNA PEARL:ไข่มุกหอยยักษ์ระดับแรร์ไอเทม
TRIDACNA PEARL:ไข่มุกหอยยักษ์ระดับแรร์ไอเทม

GIT LIbrary Admin

 23 Sep 2022   736

ไข่มุกที่หายากมากที่สุดในโลกเรียกได้ว่าเป็นเอ็กซ์โซติกเพิร์ลระดับแรร์ไอเทมอีกชนิดหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเมโลเพิร์ลและคอนช์เพิร์ล นั่นก็คือ ไทรแดคนาเพิร์ล (Tridacna Pearl) ไข่มุกธรรมชาติสีขาวถึงสีขาวอมเหลืองผิวคล้ายเครื่องกระเบื้องเคลือบและมักมีโครงสร้างเปลวไฟที่สวยงามที่มองเห็นได้ชัดเจน ไข่มุกไทรแดคนาเป็นเป็นไข่มุกที่ผลิตจาก "หอยมือเสือ" จัดเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและใกล้สูญพันธุ์ ทำให้ “หอยมือเสือ” จัดเป็นสัตว์สงวนที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อให้อยู่ในอนุสัญญาไซเตส (CITES)

Tridacna Gigas (Photo by Dimitris Vetsikas from Pixabay)

ไข่มุก Tridacna คืออะไร

ไข่มุกไทรแดคนา หรือ ไทรแดคนาเพิร์ล (Tridacna Pearl) เป็นไข่มุกที่ผลิตโดยหอยน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “หอยมือเสือ” หรือ “หอยมือเสือยักษ์” มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Tridacna gigas หรือ Giant Clam ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหอยสองฝา (Bivalves หรือ Pelecypods) ที่มีฝาเปลือก 2 ชิ้นประกบติดกันทางด้านล่าง ขอบด้านบนหยักเป็นคลื่น เป็นหอยอยู่ในวงศ์ Cardiidae วงศ์ย่อยหอยมือเสือ Tridacninae จัดเป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกมอลลัสกา (Mollusca)  หอยชนิดนี้มีอายุยืนยาวถึง 100 ปี มีเปลือกหนาและมีขนาดใหญ่ สามารถโตได้กว้างถึง 120 เซนติเมตร หรือประมาณ 4 ฟุต และอาจมีน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม หรือราว 440 ปอนด์ จัดเป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม พบได้ทั่วไปในแถบมหาสมุทรเขตร้อนของอินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่ทะเลจีนตอนใต้ทางตอนเหนือไปจนถึงชายฝั่งทางเหนือของออสเตรเลีย และจากหมู่เกาะนิโคบาร์ทางตะวันตกไปจนถึงฟิจิทางตะวันออก มักอาศัยอยู่ตามที่ราบแนวปะการังน้ำตื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น (ปกติอยู่ห่างจากผิวน้ำไม่เกิน 20 เมตร) ฝังอยู่ในทรายหรือบริเวณที่มีเศษหินปะการัง ทั่วโลกมีหอยมือเสือทั้งหมด 8 ชนิดด้วยกัน ส่วนประเทศไทยเคยพบมากถึง 5 ชนิด แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ชนิด และที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ คือ Tridacna squamosa, Tridacna maxima และ Tridacna crocea

หอยมือเสือ (Tridacna gigas) (Photo: FB ทีมทะเล)

“หอยมือเสือ” หรือ “หอยมือเสือยักษ์” เป็นสัตว์น้ำที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยโบราณ เนื้อของหอยมือเสือนิยมนำมาทำเป็นอาหารซึ่งมีราคาแพงและเป็นที่นิยมบริโภคกันในหลายประเทศ ส่วนเปลือกของหอยมือเสือถูกนำมาใช้ทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ รวมไปถึง “มุก” ซึ่งหอยมือเสือก็สามารถผลิตไข่มุกได้เช่นกัน และจัดเป็นไข่มุกแปลกหายาก (Exotic Pearl) ที่ไม่ได้พบเห็นได้บ่อยในตลาดอัญมณีทั่วไป เช่นเดียวกันกับ ไข่มุกเมโล (Melo Pearl) และไข่มุกหอยสังข์ (Conch Pearl)
Rare Eyeball Flame Structure (Photo: https://www.globalgemology.com) 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้หอยมือเสือถูกล่าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์มากจนเกินกำลังที่ธรรมชาติจะสามารถฟื้นฟูหรือทดแทนได้ทันจนเข้าขั้นอยู่ในสภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์” หรือบางชนิดถูกทำลายจนหมดไปแล้วในบางแหล่ง หอยมือเสือจึงเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อให้อยู่ในอนุสัญญาไซเตส (CITES) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของกฎหมายไทย โดยการค้าไข่มุก เปลือกหอย หรือแม้แต่ไข่มุกปลอมหรือเลียนแบบ ก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องมีเอกสารอย่างเป็นทางการ
 
The Giant Clam Pearl (Photo: https://www.bonhams.com)

ลักษณะของไข่มุก Tridacna

ไข่มุกไทรแดคนา (Tridacna) เป็นไข่มุกธรรมชาติ (Natural Pearls) ที่ไม่ได้ประกอบด้วยชั้นเนเคอร์ (Non-Nacreous) หรือที่ไม่มีชั้นมุกและจะไม่มีความแวววาวไม่เหมือนกับไข่มุกทั่วไป แต่ชั้นมุกเกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่าง แคลไซต์ (Calcite) และ อราโกไนท์ (Aragonite) ทำให้มีพื้นผิวที่เรียบเนียนราวกับกระเบื้องเคลือบ เหมือนกับไข่มุกเมโล (Melo Pearl) และไข่มุกหอยสังข์ (Conch Pearl) ซึ่งไม่มีชั้นมุกเช่นกัน นอกจากนี้ไข่มุก Tridacna ธรรมชาตินั้น มีสีขาวถึงสีขาวอมเหลืองขึ้นชื่อเรื่องผิวที่เรียบเนียนราวเครื่องกระเบื้องเคลือบ และบางเม็ดก็มีลวดลายเป็นริ้ว “เปลวไฟ” ที่สวยงาม ซึ่งไข่มุก Tridacna จะมีขนาดประมาณ 3 มม. – 140 มม. แต่อาจใหญ่กว่านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็น “มุกบลิสเตอร์” (Blister Pearl) หรือมุกซีก หมายความว่า เป็นไข่มุกที่เกิดติดกับเปลือกหอย ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งหอยน้ำจืดและหอยน้ำเค็ม โดยเกิดจากสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดอยู่ระหว่างตัวหอยกับเปลือกหอย ทำให้ตัวหอยระคายเคืองและสร้าง Nacre มาหุ้มไว้นั่นเอง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ “Natural Shell Blisters and Blister Pearls: What’s the Difference?”
 
Tridacna Pearl with Flame (Photo:https://www.karipearls.com)
แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับรายงานว่าพบไข่มุก Tridacna ที่เป็นลักษณะของ “มุกบลิสเตอร์” แต่มุกประเภทนี้อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากมีลักษณะเป็นสีขาวค่อนข้างทึบและมีรูปทรงบิดเบี้ยว ไม่สมมาตรเป็นรูปทรงแบบบาโรก (Baroque) อย่างไรก็ตาม ไข่มุก Tridacna ธรรมชาติสีขาวที่ไม่มีชั้นมุก (Non-Nacreous) ทั้งหมดนั้นก็อาจจะไม่ใช่ไข่มุก Tridacna เพียงอย่างเดียวเสมอไป เนื่องจากไข่มุก Tridacna นั้นต้องผลิตจากหอยมือเสือเท่านั้น ซึ่งสามารถพบไข่มุกสีขาวที่ผลิตจากหอยจำพวกพวกมอลลัสกาชนิดอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นไข่มุก Tridacna ได้ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดสามรถจำแนกชนิดของไข่มุกสีขาวที่ไม่ใช่ไข่มุก Tridacna ได้เหมือนกับไข่มุกที่มีชั้นมุก (Nacreous) ที่สามารถจำแนกไข่มุกตามชนิดของไข่มุกได้ด้วยเทคนิคสเปกโทรสโกปี
Two Tridacna species shells with blister pearls (Photos by Joyce WingYan Ho : GIA)

ไข่มุก Tridacna ที่ใหญ่ที่สุด

ไข่มุกแห่งอัลลอฮ์ (The Pearl of Allah)
ในปี 1934 มีรายงานว่าพบไข่มุกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เดิมเรียกว่า “ไข่มุกแห่งอัลลอฮ์” (The Pearl of Allah) หรือเรียกกันว่า “ไข่มุกแห่งเล่าจื๊อ” (Pearl of Lao Tzu) ถูกพบโดยนักประดาน้ำที่นอกชายฝั่งของเกาะปาลาวันในประเทศฟิลิปปินส์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 24 เซนติเมตร (9.45 นิ้ว) และมีน้ำหนัก 6.4 กิโลกรัม (หรือประมาณ 14.2 ปอนด์) มีรูปทรงบิดเบี้ยวแบบบาโรก (Baroque) โดยไข่มุกชิ้นนี้มีรูปร่างค่อนข้างแปลกประหลาด ซึ่งดูเหมือนกับผู้ชายไว้ผมยาว มีผ้าโพกหัว และมีหนวดเครา เหมือนกับใบหน้าของท่านศาสดามูฮัมหมัด โดยในปี 1939 วิลเบิร์น ดูเวลล์ คอบบ์ (Wilburn Dowell Cobb) นักโบราณคดีชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์ ได้นำไข่มุกชิ้นนี้กลับมาที่ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ริริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ นอท (Ripley's Believe It or Not! Museum) บนถนนบรอดเวย์ ซึ่ง ”ไข่มุกแห่งอัลลอฮ์” ได้ถูกเรียกกันในชื่อใหม่ว่า “ไข่มุกแห่งเล่าจื๊อ” ที่สาบสูญ โดยนักอัญมณีศาสตร์ที่ชื่อว่า Michael Steenrod ได้ประเมินราคาไข่มุกที่ 60,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1982) และ 93,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2550) การประเมินอีกครั้งในปี 1982 โดย Lee Sparrow ซึ่งเป็นเจ้าของห้องปฏิบัติการอัญมณีซานฟรานซิสโก (San Francisco Gem Laboratory) อยู่ที่ 42,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ 

The Pearl of Lao Tzu (Photo: https://wikipedia.org)

จิก้า เพิร์ล (Giga Pearl)
“จิก้า เพิร์ล” (Giga Pearl) เป็นไข่มุกที่ได้รับการบันทึกว่าใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากมีน้ำหนัก 27.65 กิโลกรัม (หรือประมาณ 60 ปอนด์) และมีขนาด 39.37 เซนติเมตร (15.5 นิ้ว) x 22.86 ซม. (9 นิ้ว) x 20.95 เซนติเมตร (8.25 นิ้ว) ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 4 เท่าของ “ไข่มุกแห่งเล่าจื๊อ” (เดิมคือไข่มุกแห่งอัลลอฮ์) ซึ่งมีน้ำหนัก 6.4 กิโลกรัม โดยมีการระบุว่าเป็น “ไข่มุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เช่นกัน ซึ่งเป็นของนายอับราฮัม เรเยส (Abraham Reyes) นักสะสมไข่มุกธรรมชาติและโบราณวัตถุในแคนาดา และเป็นมรดกตกทอดมาจากย่าของเขาซึ่งอยู่ในวัย 90 ปลายๆ และเป็นนักสะสมสิ่งประดิษฐ์จากเอเชียรายใหญ่ในฟิลิปปินส์ ซึ่งคุณปู่ได้มอบไข่มุกนี้เปนของขวัญให้กับย่าของเขาในปี 1959 โดยไข่มุก Giga Pearl ได้ถูกนำไปจัดแสดงร่วมกับประติมากรรมปลาหมึกยักษ์ที่ทำจากทองคำ 22k ออกแบบโดยศิลปิน เบธานี ครูล (Bethany Krull) ประติมากรชาวนิวยอร์ก มีรายงานว่ามีมูลค่า 60,000,000 - 200,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามมีเพียง Giga Pearl เท่านั้นที่มีชื่ออยู่ในบันทึกว่าเป็นมุกบลิสเตอร์ (Blister Pearl) จากธรรมชาติที่เกิดจากเปลือกหอยมือเสือยักษ์ (Tridacna shell) และได้รับการรับรองจาก GIA ( Gemological Institute of America) ว่าเป็นมุกบลิสเตอร์ (Blister Pearl) 
 
The Giga Pearl (Photo by Roxrsch: https://wikipedia.org)

ไข่มุกแห่งปูเวร์โต (Pearl of Puerto)
ในปี 2006 เมื่อชาวประมงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่เกาะปาลาวันในฟิลิปปินส์ได้พบไข่มุก Tridacna โดยบังเอิญขณะที่เขาพยายามดึงสมอเรือออกจากก้นทะเล เป็นไข่มุกที่มีความยาวมากกว่า 60.96 เซนติเมตร กว้าง 30.48 เซนติเมตร และมีน้ำหนักถึง 34 กิโลกรัม (หรือประมาณ 75 ปอนด์) ถูกขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งปูเวร์โต” (Pearl of Puerto) หรือไข่มุกแห่งปูเวร์โตปรินเซซา (Pearl of Puerto Princesa) ชาวประมงเก็บไข่มุกนี้ไว้ใต้เตียงนอนของเขานานนับสิบปีเพราะเชื่อว่าเป็นไข่มุกแห่งความโชคดี และมีการประเมินว่าไข่มุกขนาดใหญ่นี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2016 ไข่มุกชิ้นนี้ได้รับการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการด้านอัญมณีแล้วว่าเป็นลักษณะของ “มุกบลิสเตอร์” (Blister Pearl) ที่เกิดจากเปลือกหอยมือเสือยักษ์ (Tridacna shell) เป็นการทำลายสถิติไข่มุก Tridacna ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากหอยมือเสือและได้ถูกนำไปจัดแสดงที่ Atrium of New Green City Hall เมืองปูเวร์โตปรินเซซา เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์
 
The Pearl of Puerto (Photo: https://aseanrecords.world)

แนะนำหนังสือสำหรับไข่มุก

Author: Elisabeth Strack
LC Call No. : QL 430.7 .S894 2006
Collection: Organic Gems
 
The standard reference book "Pearls" - currently the most comprehensive of all publications on the jewels of the ocean around the world. This book offers a fantastic insight into five millennia of fhe history of pearls. The 696 page work is currently the most exhaustive publication on the varied and breath-taking world of ocean jewels. Numerous graphics, tables, exquisite photographs and detailed maps document the history of pearls from their former standing as jewels for kings to their role as modern jewelry.

Author: Neil H. Landman
LC Call No. : QL 430.7.P77 P43 2001
Collection: Organic Gems
 
Pearls: A Natural History delves into virtually every aspect of the gemstones that have been prized since ancient times for their luster and purity. The fascination of this book--which accompanies an exhibition at the American Museum of Natural History in New York through April 14, 2002--is the way it effortlessly combines scientific, historical, cultural, and practical information. Key topics include different species of marine and freshwater mollusks, the history of perliculture and ecological issues affecting pearl production. The more than 200 photographs include reproductions of spectacular objects ranging from a 16th-century Russian icon of the Madonna and child encrusted in freshwater pearls to an early-20th-century brooch in which lozenge-shaped Mississippi River pearls create the opulent blossoms of a diamond-stemmed flower. Solid information, intriguing trivia, and inviting design give this book a broad appeal.
 

Author: Hubert Bari and David Lam
LC Call No. : NK 7680 .B37 2009
Collection: Organic Gems
 
A beautifully illustrated book that presents these gems in all their natural luster and social value. Although it appears that it is no longer amongst the mysteries of the world, the fact remains that there is still a lot unknown about the pearl. We barely understand how it is formed, and it has recently been discovered that all shells can produce them. As a consequence, a whole range of pearls may exist reflecting the immense variety of mollusks and shells in the world. In Pearls, the history of the pearl is recounted once more, now taking into account these new scientific discoveries. This book also explores the financial stakes associated with cultured pearls, managing to effortlessly combine scientific, historical, cultural, and practical information. Along with showcasing 350 color photographs, this book aims to provide simple and clear facts with documented explanations reflecting the latest research. Professionals and fans of jewellery will find this beautifully illustrated book an entertaining read and a valuable resource.

Author: Renée Newman
LC Call No. : TS 755.P3 N49 2010
Collection: Organic Gems

Initially published in 1992, the "Pearl Buying Guide" was the first book to give consumers details on judging pearl quality and value. The 207 new colour photos in this updated 5th edition show new types of pearls, clasps and jewellery styles. Updated information has been provided on natural pearls, treatments, cultivation and identification techniques, and a brief chapter on antique pearl jewellery has been added. Written for both consumers and professionals, the "Pearl Buying Guide" gives step-by-step visual pointers on how to select flattering pearls that will give you maximum enjoyment. "Library Journal" described a previous edition of the "Pearl Buying Guide" as: 'An interesting and easy-to-understand guide to buying, evaluating, selecting and caring for pearls and pearl jewellery. The opening chapters point out common mistakes made when buying pearls. Other chapters focus on evaluating pearl types and shapes, lustre, nacre thickness, colour, flaws, size, and make. Additional chapters cite differences in South Sea, black, and freshwater pearls as well as imitation, natural and cultured pearls. The closing chapters highlight the proper way to care for pearls as well as creative ways to wear them. The many photographs are valuable in illustrating the characteristics of and differences among pearls. Overall the guide is useful to all types of readers'. "The San Jose Mercury News" said 'If you're thinking of investing in pearls, invest $20 first in the Pearl Buying Guide by Renee Newman. Even if you already own pearls, this book has good tips on care and great ideas on different ways to wear pearls'.

และมีหนังสือเล่มอื่นๆ เกี่ยวกับ  “ไข่มุกและเครื่องประดับมุก” อีกมากมายซึ่งสามารถหาอ่านได้ที่ชั้นหนังสือ ORGANIC GEM COLLECTION และ JEWELRY DESIGN COLLECTION ภายในห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ หรือสืบค้นได้ที่ https://opac.git.or.th/Search_Basic.aspx หรือ https://elibrary.git.or.th


พิกัด: ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น1 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม

We uses cookies to improve website performance. You can learn more about the use of cookies at Cookie Policy Setting Accept