Heart of the Ocean: ตำนานจิวเวลรี่ที่ยังมีลมหายใจ
สืบเนื่องมาจากโศกนาฏกรรมช็อคโลก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) เรือดำน้ำที่ชื่อว่า “Titan” (ไททัน) ของบริษัท OceanGate Expeditions (โอเชียนเกต เอ็กซ์พิดิชันส์) พร้อมผู้โดยสาร 5 คน ที่ได้ดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึกเพื่อไปสำรวจยัง “ซากเรือไททานิค” ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกที่ความลึกระดับ 3,800 เมตร แล้วขาดการติดต่อกับเรือแม่บนผิวน้ำ จนกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดและขอให้เกิดปาฏิหาริย์ทุกคนรอดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไร้ปาฏิหารย์ เพราะเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2023 มีภาพยืนยันจากหน่วยยามชายฝั่งสหรัฐ ว่าพบเศษซากชิ้นส่วนที่ถูกพบใกล้ซากเรือไททานิคนั้น เป็นชิ้นส่วนบังคับลงจอดและส่วนท้ายของเรือดำน้ำไททัน ทำให้เชื่อกันว่า 'เรือดำน้ำไททัน' ถูกทำลายแทบจะในทันที อันเนื่องมาจากการถูกแรงดันน้ำมหาศาลภายนอกห้องผู้โดยสาร กดอัดเข้ากับตัวเรือและเกิดการระเบิด ซึ่งผู้ที่อยู่ในห้องปรับความดันอาจเสียชีวิตโดยไม่ทันจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ทำให้ชื่อของเรือ “ไททานิค” กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง ว่าทำไมซากเรือที่จมมานานถึง 111 ปี ลำนี้ถึงได้มีเสน่ห์ดึงดูดให้เหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลกที่คลั่งใคล้การผจญภัยต้องยอมทุ่มเงินซื้อตั๋วที่มีมูลค่าสูงถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,700,000 บาท และยอมที่จะเสี่ยงตายเพื่อลงไปชื่นชมความงดงามของมันถึงก้นมหาสมุทร

“เรือที่ไม่มีวันจม”
Titanic (ไททานิค) หรือ RMS Titanic (อาร์เอ็มเอส ไททานิค) มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า Royal Mail Ship Titanic (รอยัลเมลชิปไททานิค) หรือเรือไปรษณีย์หลวงไททานิค ได้เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. 2455) เป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ของบริษัท While Star Line (ไวต์สตาร์ไลน์) เรือโดยสารที่หรูหราและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้รับฉายาว่า “เรือที่ไม่มีวันจม” ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น ได้อัปปางลงในครั้งแรกที่เปิดให้บริการ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 หลังชนภูเขาน้ำแข็งระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเซาท์แทมป์ตัน สหราชอาณาจักร ไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ไททานิค” จึงเป็นเรือที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คนเนื่องจากเป็นเรือชื่อดังในระดับตำนาน ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ละครเวทีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “TITANIC (ไททานิค)” กำกับและเขียนบทโดย James Cameron (เจมส์ แคเมรอน) ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวแคนาดา ที่หลงใหลใน “ซากเรือไททานิค” เป็นอย่างมาก ถึงขั้นนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อให้ตัวเขาเองลงไปสำรวจซากเรือลำนี้ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งเขาก็ได้ดำลงไปสำรวจซากเรือมากถึง 33 ครั้ง เพื่อค้นคว้าข้อมูลและเก็บฟุตเทจของหนัง และเพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม เจมส์ แคเมรอน จึงทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ตรงกับความเป็นจริงและเคารพต่อประวัติศาสตร์มากที่สุด ทำให้ “ไททานิค” ใช้ทุนสร้างมากถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อภาพยนตร์ “ไททานิค” เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2540) ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์และสถิติใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยเรื่องราวความรักต่างชนชั้นระหว่างแจ็คกับโรสที่ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนทั้งโลก ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการอัปปางของเรือ “อาร์เอ็มเอส ไททานิค” นอกจากหนังที่โด่งดังเป็นพลุแตก ยังประสบความสำเร็จทั้งในด้านคำวิจารณ์และรายได้ ยังกวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 11 สาขา และทำรายได้มากถึง 2.265 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์แห่งชาติของสหรัฐ ในฐานะที่ภาพยนตร์ “มีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์หรือมีความสุนทรีย์อย่างมีนัยสำคัญ”
ภาระกิจตามหา “หัวใจแห่งมหาสมุทร”
“ไททานิค” ไม่เพียงแค่นำเสนอเรื่องราวความรักสุดโรแมนติกของแจ็คกับโรส แต่ยังรวมถึงสิ่งของพิเศษที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งมากมายในภาพยนตร์ นั่นก็คือ “Heart of the Ocean” (ฮาร์ทออฟเดอะโอเชียน) หรือ “หัวใจแห่งมหาสมุทร” เพชรสีน้ำเงินเม็ดใหญ่ล้อมรอบด้วยเพชรสีขาว “สร้อยคอ” ของโรสอันเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้

หนึ่งในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการเล่าเรื่องแบบเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า (Frame Narrative) ผ่านตัวละครของ Brock Lovett (บร็อค โลเวตต์) รับบทโดย Bill Paxton (บิลล์ แพกซ์ตัน) กับภารกิจในการค้นหา “Heart of the Ocean Diamond” หรือ “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่หายสาปสูญไปในเหตุการณ์เรือไททานิคจม แต่แทนที่บร็อคจะได้พบกับสร้อยคออันล้ำค่า กลับพบแต่ภาพวาดในร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังสวมสร้อยคอ “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้น นำเขาไปพบกับ Rose Dawson Calvert (โรส ดอว์สัน แคลเวิร์ต) ในวัยชรา ที่รับบทโดย Gloria Stuart (กลอเรีย สจ๊วต) กับเรื่องราวความรักที่ยากจะลืมเลือนของเธอได้เริ่มต้นขึ้นบนเรือไททานิค

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1912 เมื่อ Rose DeWitt Bukater (โรส เดอวิตต์ บูเคเตอร์) ในวัย 17 ปี นำแสดงโดย Kate Winslet (เคต วินสเล็ต) และ Jack Dawson (แจ็ค ดอว์สัน) นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio (ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ) ผู้โดยสารจากชนชั้นที่ต่างกันสองคนที่ได้ตกหลุมรักกันบนเรือลำนี้ โดยคู่หมั้นของโรส Cal Hockley (แคล ฮอกลีย์) รับบทโดย Billy Zane (บิลลี่ เซน) ได้นำสร้อยคอที่ประดับด้วยจี้เพชรสีน้ำเงินรูปหัวใจขนาดใหญ่ล้อมด้วยเพชรสีขาว ที่เรียกว่า “Le Coeur de la Mer” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “หัวใจแห่งมหาสมุทร” (The Heart of the Ocean) มามอบให้กับโรสเป็นของขวัญในขณะเดินทางอยู่บนเรือไททานิค ในเรื่องได้เล่าว่าแต่เดิมเพชรสีน้ำเงินเม็ดนี้อยู่ในความครอบครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส แต่ได้หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอยภายหลังเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส จนกระทั่งได้ปรากฎขึ้นอีกครั้งบนเรือไททานิค ซึ่งในฉากสุดท้ายเผยให้เห็นว่า โรส ในวัยชรา ได้เก็บรักษาสร้อยคอเส้นนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา และในที่สุดก็เลือกที่จะทิ้งมันลงสู่ก้นทะเล เป็นการปิดฉากความรักอันตราตรึงในอดีตไว้กับซากเรือไททานิคที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ถึงแม้ว่าเรื่องราวความรักของโรสและแจ็ค ซึ่งรวมไปถึง “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” จะเป็นเรื่องสมมติ แต่หลายๆ องค์ประกอบในภาพยนตร์ไททานิคก็อ้างอิงจากผู้คน เหตุการณ์ และอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์


“หัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่ไม่มีอยู่จริง
เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร (Heart of the Ocean Diamond) ในภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ได้ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้มีบทบาทสำคัญอยู่ในโครงเรื่องหลัก เมื่อเรื่องราวของสร้อยเส้นนี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมและกลุ่มคนในแวดวงเครื่องประดับได้พูดถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับสร้อยเส้นนี้ และด้วยเพชรเม็ดนี้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ “เพชรโฮป” (Hope Diamond) ซึ่งเป็นเพชรสีน้ำเงินที่มีขนาด 45.52 กะรัต เป็นเพชรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเม็ดหนึ่งของโลก เนื่องด้วยมีประวัติความเป็นมา และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับอาถรรพ์ของมันว่าผู้ใดที่ได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้จะต้องประสบกับเคราะห์กรรมและความโชคร้ายจนถึงแก่ชีวิตโดยปัจจุบันเพชรโฮปถูกจัดแสดงที่สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institute) สหรัฐอเมริกา ถึงขนาดมีผู้ที่เชื่อว่า เพชรทั้งสองเม็ดนี้เป็นเพชรเม็ดเดียวกัน แต่แล้วผู้กำกับ เจมส์ แคเมรอน ก็ได้ออกมาพูดถึงสร้อยคอ “Le Coeur de la Mer” ว่า สร้อยเส้นนี้เป็นเพียงเรื่องที่สมมติขึ้นมาเพื่อความสนุกของภาพยนตร์เท่านั้นไม่มีอยู่จริงตามที่เป็นข่าวลือกันในช่วงนั้น

“หัวใจแห่งมหาสมุทร” จะมีมูลค่าเท่าไร?
ถึงแม้สร้อยคอ หัวใจแห่งมหาสมุทร (Heart of the Ocean) เส้นที่โด่งดังจากภาพยนตร์ ไททานิค อาจจะไม่ใช่เพชรของจริง แต่เมื่อหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย บริษัทที่ผลิตเครื่องประดับหลายแบรนด์ ก็ได้นำไปผลิตขึ้นใหม่เพื่อนำออกจำหน่ายเกาะกระแสของหนังที่ดังแบบฉุดไม่อยู่ แต่ถ้าหาก “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” มีอยู่จริง ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเพชรสีน้ำเงินเป็นหนึ่งในสีที่หายากที่สุดและถือว่ามีมูลค่าสูงมาก ซึ่งเพชรสีน้ำเงินธรรมชาติมีหลายเฉด เช่น น้ำเงินแกมเขียว น้ำเงินเข้ม และน้ำเงินแกมม่วง แต่เพชรสีน้ำเงินเฉกเช่นเดียวกับที่อยู่ในสร้อยคอของโรส กล่าวกันว่าหายากที่สุดในบรรดาเพชรสีน้ำเงิน ทำให้เพชรเม็ดนี้มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ส่วนสร้อยคอที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า “Cubic Zirconia” (คิวบิกเซอร์โคเนีย) หรือ CZ โดยตัวเรือนทำจาก White Gold (ไวท์โกลด์) หรือทองขาว และมีราคาอยู่ที่ 8,007 ดอลลาร์สหรัฐ
“หัวใจแห่งมหาสมุทร” ตำนานจิวเวลรี่ที่ยังมีลมหายใจ
บริษัท แอสเพรย์ แอนด์ การ์ราร์ด (Asprey & Garrard) ผู้ผลิตและจำหน่ายอัญมณีอันเก่าแก่แห่งลอนดอน ได้ผลิตสร้อยคอ “Heart of the Ocean” ที่ทำจากไพลิน (Sapphire) น้ำหนัก 171 กะรัต และเพชรสีขาว 103 เม็ด ถูกประมูลไปโดยผู้ประมูลที่ไม่เปิดเผยตัวตนในราคา 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้จะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิ Aid for AIDS ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้และกองทุน Diana, Princess of Wales Memorial Fund เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิงไดอาน่าที่สิ้นพระชนม์ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) โดย นักร้องสาวชื่อดัง Celine Dion (เซลีน ดิออน) เคยสวมใส่สร้อยคอเส้นนี้ในงานออสการ์ปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ซึ่งเธอได้ร้องเพลง “My Heart Will Go On” เพลงที่ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเพลงต้นฉบับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค และใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มจากแบรนด์ Michael Kors (ไมเคิล คอร์ส) ที่ออกแบบและผลิตขึ้นใหม่โดยได้แรงบันดาลใจจากสร้อยคอ “Heart of the Ocean”
นอกจากนี้ Gloria Stuart (กลอเรีย สจ๊วร์ต) ผู้รับบทเป็นโรสในวัยชรา และผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม ได้สวมสร้อยคอเพชรสีน้ำเงิน น้ำหนัก 15 กะรัต จากแบรนด์ Harry Winston (แฮร์รี่ วินตัน) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสร้อยคอ “Heart of the Ocean” ที่ใช้ในภาพยนตร์ ไททานิค ทำให้ในเวลานั้นมันเป็นเครื่องประดับที่แพงที่สุดของงานพรมแดงออสการ์อีกด้วย

The J Peterman Company (เจ. ปีเตอร์แมน คอมพานี) บริษัทค้าปลีกของอเมริกาที่จำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับแฟชั่น และเฟอร์นิเจอร์ผ่านแคตตาล็อกและอินเทอร์เน็ต ได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการจาก 20th Century Fox (ทเวนตีท์เซนจูรี ฟอกซ์) สตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์ “ไททานิค” ในการผลิตและจำหน่ายสร้อยคอ “หัวใจแห่งมหาสมุทร” ในราคาประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ
“หัวใจแห่งมหาสมุทร” จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับของหลากหลายแบรนด์จากกระแสของความนิยมในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นการปลุกกระแสให้อัญมณีที่มีโทนสีน้ำเงินกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น เพชรสีน้ำเงิน ไพลิน บลูโทแพซ เป็นต้น เพื่อให้ผู้คนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของเรือไททานิค ได้เข้าไปสัมผัสถึงเรื่องราวต่างๆ และได้รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์อีกด้วย

เบื้องหลัง “รักแห่งทะเล”
ทั้งคู่เป็นผู้โดยสารชั้นสอง และกำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันที่ประเทศอเมริกา โดยใช้ชื่อว่า “นายและนางมาร์แชล” ด้วยความตั้งใจที่จะแต่งงานในซานฟรานซิสโก ถึงแม้ว่าเฮนรี่จะมีภรรยาและลูกอยู่ที่อังกฤษแล้วก็ตาม เคทสวมสร้อยคอล้ำค่าของเธอตอนที่เรือไททานิคจมลง และเธอรอดชีวิตมาได้ด้วยเรือชูชีพหมายเลข 11 ขณะที่มอร์ลีย์เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมเรือล่มเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น
หลังจากการช่วยเหลือให้ได้ขึ้นฝั่ง เคทกลับไปที่นิวยอร์คและอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามหรือสี่เดือนก่อนที่จะได้แต่งงานใหม่ แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา เธอได้ตั้งท้องและให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ได้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นลูกของมอร์ลีย์ จากนั้นเคทก็กลับไปที่บ้านของปู่ย่าตายายของเธอในวอร์ซสเตอร์ ประเทศอังกฤษ จี้แซฟไฟร์ที่รอดชีวิตพร้อมกับเคทได้ยกมรดกให้กับลูกสาวของเธอหลังจากที่เธอเสียชีวิต และถูกนำไปจัดแสดงหลายครั้ง แม้จะดูเหมือนเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นโดยเจมส์ คาเมรอน แต่ปรากฎว่ามีสร้อยคอเพชรและไพลินอยู่บนเรือในคืนเรือล่มนั้นจริงๆ
“ไททานิค” เรือแห่งสมบัติล้ำค่า
เรือเดินสมุทรสุดหรูหราลำนี้มีบรรดาชนชั้นสูงและเหล่าเศรษฐีจำนวนไม่น้อยที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อเรือจมลงจึงทำให้มีทรัพย์สินมีค่าเป็นจำนวนมากมายมหาศาลที่ยังคงจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ที่หมายรวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวของผู้โดยสารและลูกเรือ เช่น เพชรพลอย สร้อยแหวนล้ำค่า ภาพถ่ายส่วนตัว สมุดบันทึก จานชาม อุปกรณ์ต่างๆ ในเรือ ไปจนถึงของประดับตกแต่ง แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปถึง 111 ปีเต็ม แต่ตำนานโศกนาฏกรรมของ “เรือที่ไม่มีวันจม” ลำนี้ก็ยังคงถูกเล่าสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน
ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) ตำนานเรือไททานิคกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อบริษัท Magellan Ltd. (ทมาเจลแลน) ซึ่งเป็นบริษัททำแผนที่ใต้ทะเลลึกใน Guernsey (เกิร์นซีย์) ได้ใช้เรือดำน้ำ 2 ลำ เพื่อลงไปทำการสแกนภาพดิจิทัลของซากเรือไททานิคแบบเต็มลำ ซึ่งโปรเจกต์นี้เป็นการสแกนใต้น้ำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างภาพถ่ายได้มากกว่า 700,000 ภาพจากทุกมุม เพื่อสร้างภาพ 3 มิติที่เหมือนจริง ทำให้ภาพที่ได้เผยให้เห็นรายละเอียดของเรือโดยสารสุดหรูที่ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และในภาพหนึ่ง มีผู้พบเห็นสร้อยคอสีฟ้าอมเขียวทำจากทองคำประดับด้วยฟันของ “เม็กกาโลดอน” (Megalodon) ฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และเป็นฉลามที่ใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม แต่ด้วยซากไททานิคถูกคุ้มครองโดยยูเนสโก จึงไม่สามารถนำวัตถุโบราณออกจากซากปรักหักพังนี้ได้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปีการจมของเรือ RMS Titanic คอลเลกชันอัญมณีล้ำค่าอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ค้นพบจากก้นมหาสมุทรได้ถูกจัดแสดงต่อสาธารณะ โดยเครื่องประดับทั้งหมดมาจากกระเป๋าเพียงใบเดียวที่พบในระหว่างภารกิจการวิจัยและการกู้ซากในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยสิ่งของทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Premier Exhibitions Inc. (พรีเมียร์ เอ็กซิบิชั่น) ผู้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะวัตถุที่กู้ได้จากเรือไททานิคจากแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการกู้ซากเรือหรูที่ด้านล่างของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และถือเป็นครั้งแรกที่คอลเลกชันเครื่องประดับเหล่านี้ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม
Alexandra Klingelhofer (อเล็กซานดรา คลิงเกลโฮเฟอร์) รองประธานฝ่ายคอลเลกชันของบริษัท RMS Titanic Inc. (อาร์เอ็มเอส ไททานิค อิงก์) ได้กล่าวว่า จุดประสงค์ของการจัดนิทรรศการคือการแสดงให้สาธารณชนได้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของการสำรวจ “เราดำลงไป 2.5 ไมล์ใต้มหาสมุทร เก็บกู้ซากกระเป๋าใบนี้ นำกลับขึ้นมาเปิดออกและพบ… เครื่องประดับ” “เราทำให้มนุษยชาติได้เห็นได้ว่าเป็นการเปิดกระเป๋าใบนี้เป็นครั้งแรกและได้เห็นเครื่องประดับที่สวยงามของยุคเอ็ดเวิร์ดพร้อมกันนั้นเป็นอย่างไร” คลิงเกลโฮเฟอร์กล่าว โดยนักอนุรักษ์และภัณฑารักษ์ได้ทำการศึกษาและเก็บรักษาเครื่องประดับเพื่อให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของผู้โดยสารแต่ละคนที่โชคร้ายจากการเดินทางบนเรือไททานิคในครั้งนั้นว่าเป็นอย่างไร?

นิทรรศการ “Titanic: The Artifact Exhibition” เปิดให้เข้าชมเมื่อต้นปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ในแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 100 ปีการจมของเรือไททานิคเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 คลิงเกลโฮเฟอร์กล่าวว่า “เราได้มีการเพิ่มการจัดแสดงอัญมณีขนาดเล็กเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น เราค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา และเราคิดว่าเครื่องประดับมีความสวยงามและตอบสนองผู้คนได้ดี”
และในปีเดียวกันนี้เอง องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้ความคุ้มครอง “ซากเรือไททานิค” ในฐานะแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ รวมถึงประเทศอังกฤษก็ได้ออกกฏหมายร่วมกันมาปกป้องซากเรือนี้ด้วยเช่นกัน ห้ามไม่ให้ดำน้ำลงไปเก็บสิ่งของบนเรือเพื่อนำมาซื้อขายเด็ดขาด ซึ่งซากเรือไททานิคมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดลำหนึ่งของโลก ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะเป็นตัวการสำคัญทำให้เรือผุกร่อนอย่างรวดเร็ว เคยมีผู้ประมาณการไว้ว่าซากเรือทั้งหมดอาจพังทลายลงเป็นฝุ่นที่ก้นทะเลภายในอีกไม่ช้า
และในอีกหลายๆ ที่ทั่วโลกได้จัดนิทรรศการ และสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรือไททานิค เช่น พิพิธภัณฑ์ Titanic Belfast (ไททานิคบีลเฟสต์) ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่จัดแสดงวัตถุโบราณที่พบจากเรือไททานิค รวมถึงภาพยนตร์ เอกสาร และภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การจมของเรือลำนี้ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินกิจกรรมการสำรวจและการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือไททานิคโดยทีมวิจัยและนักอนุรักษ์ที่สนใจในประเด็นนี้ เพื่อให้เรารู้มากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างของเรือ ลักษณะของชิ้นส่วน และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและทฤษฎีสมคบคิดของเรือไททานิค


หนังสือแนะนำ (Book Recommendations)




หากใครที่สนใจเรื่องราวของเพชรสีน้ำเงิน เพชรโฮป และเครื่องประดับอื่นๆ อีกมากมาย สามารถสืบค้นหนังสือได้ที่ SEARCH ON OPAC ได้จาก https://elibrary.git.or.th/ หรือเข้ามาใช้บริการอ่านหนังสือได้ที่ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม เปิดให้บริการวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

พิกัด: ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ
URL อ้างอิง:
