หน้าหลัก

Heart of the Ocean: ตำนานจิวเวลรี่ที่ยังมีลมหายใจ

กรกฎาคม 13, 2023 1,617 39

สืบเนื่องมาจากโศกนาฏกรรมช็อคโลก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) เรือดำน้ำที่ชื่อว่า “Titan” (ไททัน) ของบริษัท OceanGate Expeditions (โอเชียนเกต เอ็กซ์พิดิชันส์) พร้อมผู้โดยสาร 5 คน ที่ได้ดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึกเพื่อไปสำรวจยัง “ซากเรือไททานิค” ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกที่ความลึกระดับ 3,800 เมตร แล้วขาดการติดต่อกับเรือแม่บนผิวน้ำ จนกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดและขอให้เกิดปาฏิหาริย์ทุกคนรอดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไร้ปาฏิหารย์ เพราะเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 2023 มีภาพยืนยันจากหน่วยยามชายฝั่งสหรัฐ ว่าพบเศษซากชิ้นส่วนที่ถูกพบใกล้ซากเรือไททานิคนั้น เป็นชิ้นส่วนบังคับลงจอดและส่วนท้ายของเรือดำน้ำไททัน ทำให้เชื่อกันว่า 'เรือดำน้ำไททัน' ถูกทำลายแทบจะในทันที อันเนื่องมาจากการถูกแรงดันน้ำมหาศาลภายนอกห้องผู้โดยสาร กดอัดเข้ากับตัวเรือและเกิดการระเบิด ซึ่งผู้ที่อยู่ในห้องปรับความดันอาจเสียชีวิตโดยไม่ทันจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ 

The Titan (Photo Credit: OceanGate)

ทำให้ชื่อของเรือ “ไททานิค” กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง ว่าทำไมซากเรือที่จมมานานถึง 111 ปี ลำนี้ถึงได้มีเสน่ห์ดึงดูดให้เหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลกที่คลั่งใคล้การผจญภัยต้องยอมทุ่มเงินซื้อตั๋วที่มีมูลค่าสูงถึง  250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,700,000 บาท และยอมที่จะเสี่ยงตายเพื่อลงไปชื่นชมความงดงามของมันถึงก้นมหาสมุทร

Titanic (Photo Credit: Atlantic Productions / Magellan)

“เรือที่ไม่มีวันจม”

Titanic (ไททานิค) หรือ RMS Titanic (อาร์เอ็มเอส ไททานิค) มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า Royal Mail Ship Titanic (รอยัลเมลชิปไททานิค) หรือเรือไปรษณีย์หลวงไททานิค ได้เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. 2455) เป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ของบริษัท While Star Line (ไวต์สตาร์ไลน์) เรือโดยสารที่หรูหราและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้รับฉายาว่า “เรือที่ไม่มีวันจม” ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น ได้อัปปางลงในครั้งแรกที่เปิดให้บริการ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 หลังชนภูเขาน้ำแข็งระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเซาท์แทมป์ตัน สหราชอาณาจักร ไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

RMS Titanic (Photo Credit: https://commons.wikimedia.org)

“ไททานิค” จึงเป็นเรือที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คนเนื่องจากเป็นเรือชื่อดังในระดับตำนาน ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ละครเวทีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “TITANIC (ไททานิค)” กำกับและเขียนบทโดย James Cameron (เจมส์ แคเมรอน) ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวแคนาดา ที่หลงใหลใน “ซากเรือไททานิค” เป็นอย่างมาก ถึงขั้นนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อให้ตัวเขาเองลงไปสำรวจซากเรือลำนี้ได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งเขาก็ได้ดำลงไปสำรวจซากเรือมากถึง 33 ครั้ง เพื่อค้นคว้าข้อมูลและเก็บฟุตเทจของหนัง และเพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม เจมส์ แคเมรอน จึงทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ตรงกับความเป็นจริงและเคารพต่อประวัติศาสตร์มากที่สุด ทำให้ “ไททานิค” ใช้ทุนสร้างมากถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อภาพยนตร์ “ไททานิค” เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2540) ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์และสถิติใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยเรื่องราวความรักต่างชนชั้นระหว่างแจ็คกับโรสที่ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนทั้งโลก ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการอัปปางของเรือ “อาร์เอ็มเอส ไททานิค” นอกจากหนังที่โด่งดังเป็นพลุแตก ยังประสบความสำเร็จทั้งในด้านคำวิจารณ์และรายได้ ยังกวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 11 สาขา และทำรายได้มากถึง 2.265 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์แห่งชาติของสหรัฐ ในฐานะที่ภาพยนตร์ “มีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์หรือมีความสุนทรีย์อย่างมีนัยสำคัญ”

Titanic (1997) (Photo Credit: 20th Century Studios)

ภาระกิจตามหา “หัวใจแห่งมหาสมุทร”

“ไททานิค” ไม่เพียงแค่นำเสนอเรื่องราวความรักสุดโรแมนติกของแจ็คกับโรส แต่ยังรวมถึงสิ่งของพิเศษที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งมากมายในภาพยนตร์ นั่นก็คือ “Heart of the Ocean” (ฮาร์ทออฟเดอะโอเชียน) หรือ “หัวใจแห่งมหาสมุทร” เพชรสีน้ำเงินเม็ดใหญ่ล้อมรอบด้วยเพชรสีขาว “สร้อยคอ” ของโรสอันเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ 

 
Titanic Movie,1997 (Photo Credit: 20th Century Studios)

หนึ่งในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการเล่าเรื่องแบบเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า (Frame Narrative) ผ่านตัวละครของ Brock Lovett (บร็อค โลเวตต์) รับบทโดย Bill Paxton (บิลล์ แพกซ์ตัน) กับภารกิจในการค้นหา “Heart of the Ocean Diamond” หรือ “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่หายสาปสูญไปในเหตุการณ์เรือไททานิคจม แต่แทนที่บร็อคจะได้พบกับสร้อยคออันล้ำค่า กลับพบแต่ภาพวาดในร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังสวมสร้อยคอ “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้น นำเขาไปพบกับ Rose Dawson Calvert (โรส ดอว์สัน แคลเวิร์ต) ในวัยชรา ที่รับบทโดย Gloria Stuart (กลอเรีย สจ๊วต) กับเรื่องราวความรักที่ยากจะลืมเลือนของเธอได้เริ่มต้นขึ้นบนเรือไททานิค

Titanic Movie,1997 (Photo Credit: 20th Century Studios)

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1912 เมื่อ Rose DeWitt Bukater (โรส เดอวิตต์ บูเคเตอร์) ในวัย 17 ปี นำแสดงโดย Kate Winslet (เคต วินสเล็ต) และ Jack Dawson (แจ็ค ดอว์สัน) นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio (ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ) ผู้โดยสารจากชนชั้นที่ต่างกันสองคนที่ได้ตกหลุมรักกันบนเรือลำนี้ โดยคู่หมั้นของโรส Cal Hockley (แคล ฮอกลีย์) รับบทโดย Billy Zane (บิลลี่ เซน) ได้นำสร้อยคอที่ประดับด้วยจี้เพชรสีน้ำเงินรูปหัวใจขนาดใหญ่ล้อมด้วยเพชรสีขาว ที่เรียกว่า “Le Coeur de la Mer” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “หัวใจแห่งมหาสมุทร” (The Heart of the Ocean) มามอบให้กับโรสเป็นของขวัญในขณะเดินทางอยู่บนเรือไททานิค ในเรื่องได้เล่าว่าแต่เดิมเพชรสีน้ำเงินเม็ดนี้อยู่ในความครอบครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส แต่ได้หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอยภายหลังเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส จนกระทั่งได้ปรากฎขึ้นอีกครั้งบนเรือไททานิค ซึ่งในฉากสุดท้ายเผยให้เห็นว่า โรส ในวัยชรา ได้เก็บรักษาสร้อยคอเส้นนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา และในที่สุดก็เลือกที่จะทิ้งมันลงสู่ก้นทะเล เป็นการปิดฉากความรักอันตราตรึงในอดีตไว้กับซากเรือไททานิคที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ถึงแม้ว่าเรื่องราวความรักของโรสและแจ็ค ซึ่งรวมไปถึง “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” จะเป็นเรื่องสมมติ แต่หลายๆ องค์ประกอบในภาพยนตร์ไททานิคก็อ้างอิงจากผู้คน เหตุการณ์ และอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์

Titanic Movie,1997 (Photo Credit: 20th Century Studios)
 Titanic Movie,1997 (Photo Credit: 20th Century Studios)

“หัวใจแห่งมหาสมุทร” ที่ไม่มีอยู่จริง

เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร (Heart of the Ocean Diamond) ในภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ได้ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้มีบทบาทสำคัญอยู่ในโครงเรื่องหลัก เมื่อเรื่องราวของสร้อยเส้นนี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมและกลุ่มคนในแวดวงเครื่องประดับได้พูดถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับสร้อยเส้นนี้ และด้วยเพชรเม็ดนี้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ “เพชรโฮป” (Hope Diamond) ซึ่งเป็นเพชรสีน้ำเงินที่มีขนาด 45.52 กะรัต เป็นเพชรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเม็ดหนึ่งของโลก เนื่องด้วยมีประวัติความเป็นมา และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับอาถรรพ์ของมันว่าผู้ใดที่ได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้จะต้องประสบกับเคราะห์กรรมและความโชคร้ายจนถึงแก่ชีวิตโดยปัจจุบันเพชรโฮปถูกจัดแสดงที่สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institute) สหรัฐอเมริกา ถึงขนาดมีผู้ที่เชื่อว่า เพชรทั้งสองเม็ดนี้เป็นเพชรเม็ดเดียวกัน แต่แล้วผู้กำกับ เจมส์ แคเมรอน ก็ได้ออกมาพูดถึงสร้อยคอ “Le Coeur de la Mer” ว่า สร้อยเส้นนี้เป็นเพียงเรื่องที่สมมติขึ้นมาเพื่อความสนุกของภาพยนตร์เท่านั้นไม่มีอยู่จริงตามที่เป็นข่าวลือกันในช่วงนั้น

 
Heart of the Ocean Diamond in Titanic Movie,1997 (Photo Credit: 20th Century Studios)

ถึงแม้ว่าสร้อยคอเพชรสีน้ำเงิน “Heart of the Ocean” จะไม่ได้ถูกสาปและการมีอยู่ของมันบนเรือไททานิคก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจมของเรือ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นไอเทมสำคัญในเรื่องราวของแจ็คกับโรสและภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยองค์ประกอบของประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานเข้ากับเรื่องราวสมมติได้อย่างลงตัว จึงไม่น่าแปลกใจที่ในบางครั้งผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะคิดว่า สร้อยคอเส้นนี้อาจจะมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
 
Hope Diamond (Photo Credit: Smithsonian Institution)

“หัวใจแห่งมหาสมุทร” จะมีมูลค่าเท่าไร?

ถึงแม้สร้อยคอ หัวใจแห่งมหาสมุทร (Heart of the Ocean) เส้นที่โด่งดังจากภาพยนตร์ ไททานิค อาจจะไม่ใช่เพชรของจริง แต่เมื่อหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย บริษัทที่ผลิตเครื่องประดับหลายแบรนด์ ก็ได้นำไปผลิตขึ้นใหม่เพื่อนำออกจำหน่ายเกาะกระแสของหนังที่ดังแบบฉุดไม่อยู่ แต่ถ้าหาก “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร” มีอยู่จริง ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเพชรสีน้ำเงินเป็นหนึ่งในสีที่หายากที่สุดและถือว่ามีมูลค่าสูงมาก ซึ่งเพชรสีน้ำเงินธรรมชาติมีหลายเฉด เช่น น้ำเงินแกมเขียว น้ำเงินเข้ม และน้ำเงินแกมม่วง แต่เพชรสีน้ำเงินเฉกเช่นเดียวกับที่อยู่ในสร้อยคอของโรส กล่าวกันว่าหายากที่สุดในบรรดาเพชรสีน้ำเงิน ทำให้เพชรเม็ดนี้มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ส่วนสร้อยคอที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่เรียกว่า “Cubic Zirconia” (คิวบิกเซอร์โคเนีย) หรือ CZ โดยตัวเรือนทำจาก White Gold (ไวท์โกลด์) หรือทองขาว และมีราคาอยู่ที่ 8,007 ดอลลาร์สหรัฐ 

 
Heart of the Ocean Necklace (Photo Credit: https://heart-of-the-ocean.com)

“หัวใจแห่งมหาสมุทร” ตำนานจิวเวลรี่ที่ยังมีลมหายใจ

บริษัท แอสเพรย์ แอนด์ การ์ราร์ด (Asprey & Garrard) ผู้ผลิตและจำหน่ายอัญมณีอันเก่าแก่แห่งลอนดอน ได้ผลิตสร้อยคอ “Heart of the Ocean” ที่ทำจากไพลิน (Sapphire) น้ำหนัก 171 กะรัต และเพชรสีขาว 103 เม็ด ถูกประมูลไปโดยผู้ประมูลที่ไม่เปิดเผยตัวตนในราคา 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้จะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิ Aid for AIDS ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้และกองทุน Diana, Princess of Wales Memorial Fund เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิงไดอาน่าที่สิ้นพระชนม์ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) โดย นักร้องสาวชื่อดัง Celine Dion (เซลีน ดิออน) เคยสวมใส่สร้อยคอเส้นนี้ในงานออสการ์ปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ซึ่งเธอได้ร้องเพลง “My Heart Will Go On” เพลงที่ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเพลงต้นฉบับยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค และใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มจากแบรนด์ Michael Kors  (ไมเคิล คอร์ส) ที่ออกแบบและผลิตขึ้นใหม่โดยได้แรงบันดาลใจจากสร้อยคอ “Heart of the Ocean” 

 
Celine Dion at the 70th Annual Academy Awards in Los Angeles on March 23, 1998. 
wear “Heart of the Ocean” by Asprey & Garrard (Photo Credit: Jim Smeal/WireImage.com)

นอกจากนี้ Gloria Stuart (กลอเรีย สจ๊วร์ต) ผู้รับบทเป็นโรสในวัยชรา และผู้ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม ได้สวมสร้อยคอเพชรสีน้ำเงิน น้ำหนัก 15 กะรัต จากแบรนด์ Harry Winston (แฮร์รี่ วินตัน) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสร้อยคอ “Heart of the Ocean” ที่ใช้ในภาพยนตร์ ไททานิค ทำให้ในเวลานั้นมันเป็นเครื่องประดับที่แพงที่สุดของงานพรมแดงออสการ์อีกด้วย

 
Gloria Stuart ware Harry Winston Necklace in 1998
(Photo Credit: Evan Agostini / ImageDirect / Getty Images)

The J Peterman Company (เจ. ปีเตอร์แมน คอมพานี) บริษัทค้าปลีกของอเมริกาที่จำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับแฟชั่น และเฟอร์นิเจอร์ผ่านแคตตาล็อกและอินเทอร์เน็ต ได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการจาก 20th Century Fox (ทเวนตีท์เซนจูรี ฟอกซ์) สตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์ “ไททานิค” ในการผลิตและจำหน่ายสร้อยคอ “หัวใจแห่งมหาสมุทร” ในราคาประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ 

“หัวใจแห่งมหาสมุทร” จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับของหลากหลายแบรนด์จากกระแสของความนิยมในภาพยนตร์เรื่องนี้ และเป็นการปลุกกระแสให้อัญมณีที่มีโทนสีน้ำเงินกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น เพชรสีน้ำเงิน ไพลิน บลูโทแพซ เป็นต้น เพื่อให้ผู้คนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของเรือไททานิค ได้เข้าไปสัมผัสถึงเรื่องราวต่างๆ และได้รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์อีกด้วย

 
Heart of the Ocean Necklace (Photo Credit:  The J. Peterman Company)

เบื้องหลัง “รักแห่งทะเล”

อันที่จริงแล้วเรื่องราวของสร้อยคอเพชรบนเรือไททานิคนั้นมีอยู่จริง แต่เป็นเรื่องราวที่แตกต่างไปจากในภาพยนตร์อย่างสิ้นเชิง มีรายงานว่าสร้อยคอดังกล่าวเป็นของ Kate Florence Phillips (เคท ฟลอเรนซ์ ฟิลลิปส์) สาวน้อยวัย 19 ปี เธอได้รับสร้อยคอเส้นนี้มาจาก Henry Samuel Morley (เฮนรี ซามูเอล มอร์ลีย์) นักธุรกิจหนุ่มวัย 20 ปี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความรักของทั้งคู่ และสร้อยคอเส้นนี้มีชื่อว่า “Love of the Sea” หรือ “รักแห่งทะเล” สร้อยคอทำจากไพลินสีน้ำเงินล้อมรอบด้วยเพชรและมีขนาดที่เล็กกว่าสร้อยคอ  “เพชรหัวใจแห่งมหาสมุทร”
 
 
Kate Florence Phillips and Henry Samuel Morley (Photo Credit: www.you.co.uk)

ทั้งคู่เป็นผู้โดยสารชั้นสอง และกำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันที่ประเทศอเมริกา โดยใช้ชื่อว่า  “นายและนางมาร์แชล” ด้วยความตั้งใจที่จะแต่งงานในซานฟรานซิสโก ถึงแม้ว่าเฮนรี่จะมีภรรยาและลูกอยู่ที่อังกฤษแล้วก็ตาม เคทสวมสร้อยคอล้ำค่าของเธอตอนที่เรือไททานิคจมลง และเธอรอดชีวิตมาได้ด้วยเรือชูชีพหมายเลข 11 ขณะที่มอร์ลีย์เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมเรือล่มเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น

 
'Love of the Sea' from Kate Florence Phillips (Photo Credit: www.you.co.uk)

หลังจากการช่วยเหลือให้ได้ขึ้นฝั่ง เคทกลับไปที่นิวยอร์คและอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามหรือสี่เดือนก่อนที่จะได้แต่งงานใหม่ แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา เธอได้ตั้งท้องและให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาการตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ได้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นลูกของมอร์ลีย์ จากนั้นเคทก็กลับไปที่บ้านของปู่ย่าตายายของเธอในวอร์ซสเตอร์ ประเทศอังกฤษ จี้แซฟไฟร์ที่รอดชีวิตพร้อมกับเคทได้ยกมรดกให้กับลูกสาวของเธอหลังจากที่เธอเสียชีวิต และถูกนำไปจัดแสดงหลายครั้ง แม้จะดูเหมือนเรื่องราวสมมติที่แต่งขึ้นโดยเจมส์ คาเมรอน แต่ปรากฎว่ามีสร้อยคอเพชรและไพลินอยู่บนเรือในคืนเรือล่มนั้นจริงๆ

 
Kate Phillips and her daughter Ellen (Photo Credit:https://www.encyclopedia-titanica.org)

“ไททานิค” เรือแห่งสมบัติล้ำค่า

เรือเดินสมุทรสุดหรูหราลำนี้มีบรรดาชนชั้นสูงและเหล่าเศรษฐีจำนวนไม่น้อยที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อเรือจมลงจึงทำให้มีทรัพย์สินมีค่าเป็นจำนวนมากมายมหาศาลที่ยังคงจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ที่หมายรวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวของผู้โดยสารและลูกเรือ เช่น เพชรพลอย สร้อยแหวนล้ำค่า ภาพถ่ายส่วนตัว สมุดบันทึก จานชาม อุปกรณ์ต่างๆ ในเรือ ไปจนถึงของประดับตกแต่ง แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปถึง 111 ปีเต็ม แต่ตำนานโศกนาฏกรรมของ “เรือที่ไม่มีวันจม” ลำนี้ก็ยังคงถูกเล่าสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน 

ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) ตำนานเรือไททานิคกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อบริษัท Magellan Ltd. (ทมาเจลแลน) ซึ่งเป็นบริษัททำแผนที่ใต้ทะเลลึกใน Guernsey (เกิร์นซีย์) ได้ใช้เรือดำน้ำ 2 ลำ เพื่อลงไปทำการสแกนภาพดิจิทัลของซากเรือไททานิคแบบเต็มลำ ซึ่งโปรเจกต์นี้เป็นการสแกนใต้น้ำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างภาพถ่ายได้มากกว่า 700,000 ภาพจากทุกมุม เพื่อสร้างภาพ 3 มิติที่เหมือนจริง ทำให้ภาพที่ได้เผยให้เห็นรายละเอียดของเรือโดยสารสุดหรูที่ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และในภาพหนึ่ง มีผู้พบเห็นสร้อยคอสีฟ้าอมเขียวทำจากทองคำประดับด้วยฟันของ “เม็กกาโลดอน” (Megalodon) ฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และเป็นฉลามที่ใหญ่ที่สุดที่เคยอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม แต่ด้วยซากไททานิคถูกคุ้มครองโดยยูเนสโก จึงไม่สามารถนำวัตถุโบราณออกจากซากปรักหักพังนี้ได้

 
Gold Jewellery Featuring the Tooth of a Megalodon 
(Photo Credit: Atlantic Productions / Magellan)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปีการจมของเรือ RMS Titanic คอลเลกชันอัญมณีล้ำค่าอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ค้นพบจากก้นมหาสมุทรได้ถูกจัดแสดงต่อสาธารณะ โดยเครื่องประดับทั้งหมดมาจากกระเป๋าเพียงใบเดียวที่พบในระหว่างภารกิจการวิจัยและการกู้ซากในปี ค.ศ. 1987  (พ.ศ. 2530) โดยสิ่งของทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Premier Exhibitions Inc. (พรีเมียร์ เอ็กซิบิชั่น) ผู้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะวัตถุที่กู้ได้จากเรือไททานิคจากแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการกู้ซากเรือหรูที่ด้านล่างของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และถือเป็นครั้งแรกที่คอลเลกชันเครื่องประดับเหล่านี้ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม 

Alexandra Klingelhofer (อเล็กซานดรา คลิงเกลโฮเฟอร์) รองประธานฝ่ายคอลเลกชันของบริษัท RMS Titanic Inc. (อาร์เอ็มเอส ไททานิค อิงก์) ได้กล่าวว่า จุดประสงค์ของการจัดนิทรรศการคือการแสดงให้สาธารณชนได้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของการสำรวจ “เราดำลงไป 2.5 ไมล์ใต้มหาสมุทร เก็บกู้ซากกระเป๋าใบนี้ นำกลับขึ้นมาเปิดออกและพบ… เครื่องประดับ” “เราทำให้มนุษยชาติได้เห็นได้ว่าเป็นการเปิดกระเป๋าใบนี้เป็นครั้งแรกและได้เห็นเครื่องประดับที่สวยงามของยุคเอ็ดเวิร์ดพร้อมกันนั้นเป็นอย่างไร” คลิงเกลโฮเฟอร์กล่าว โดยนักอนุรักษ์และภัณฑารักษ์ได้ทำการศึกษาและเก็บรักษาเครื่องประดับเพื่อให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของผู้โดยสารแต่ละคนที่โชคร้ายจากการเดินทางบนเรือไททานิคในครั้งนั้นว่าเป็นอย่างไร?

 
The Jewellery was Recovered from a Purser's Bag in a 1987 Research Mission
(Photo Credit: Premier Exhibitions Inc.)

นิทรรศการ “Titanic: The Artifact Exhibition” เปิดให้เข้าชมเมื่อต้นปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ในแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 100 ปีการจมของเรือไททานิคเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 คลิงเกลโฮเฟอร์กล่าวว่า “เราได้มีการเพิ่มการจัดแสดงอัญมณีขนาดเล็กเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น เราค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา และเราคิดว่าเครื่องประดับมีความสวยงามและตอบสนองผู้คนได้ดี” 

และในปีเดียวกันนี้เอง องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้ความคุ้มครอง “ซากเรือไททานิค” ในฐานะแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ รวมถึงประเทศอังกฤษก็ได้ออกกฏหมายร่วมกันมาปกป้องซากเรือนี้ด้วยเช่นกัน ห้ามไม่ให้ดำน้ำลงไปเก็บสิ่งของบนเรือเพื่อนำมาซื้อขายเด็ดขาด ซึ่งซากเรือไททานิคมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดลำหนึ่งของโลก ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะเป็นตัวการสำคัญทำให้เรือผุกร่อนอย่างรวดเร็ว เคยมีผู้ประมาณการไว้ว่าซากเรือทั้งหมดอาจพังทลายลงเป็นฝุ่นที่ก้นทะเลภายในอีกไม่ช้า

และในอีกหลายๆ ที่ทั่วโลกได้จัดนิทรรศการ และสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรือไททานิค เช่น พิพิธภัณฑ์ Titanic Belfast (ไททานิคบีลเฟสต์) ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่จัดแสดงวัตถุโบราณที่พบจากเรือไททานิค รวมถึงภาพยนตร์ เอกสาร และภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การจมของเรือลำนี้ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินกิจกรรมการสำรวจและการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือไททานิคโดยทีมวิจัยและนักอนุรักษ์ที่สนใจในประเด็นนี้ เพื่อให้เรารู้มากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างของเรือ ลักษณะของชิ้นส่วน และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและทฤษฎีสมคบคิดของเรือไททานิค

 
Titanic Belfast (Photo Credit: https://commons.wikimedia.org)
Titanic: The Artifact Exhibition (Photo Credit: https://titanicorlando.com)
 
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวบางส่วนของ “เครื่องประดับ” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “เรือที่ไม่มีวันจม” เรือที่มีความสำคัญลำหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โลก ทำให้เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนบนเรือ และเรื่องราวในอดีตของพวกเขาได้กลายเป็นบทเรียนเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะแบบเดียวกันกลับมาเกิดอีกครั้ง ในขณะเดียวกันซากเรือที่ไม่มีวันจมลำนี้ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยจากทั่วสารทิศได้เดินทางหลั่งไหลเพื่อลงไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมันในอดีต และยังคงเป็นเรือที่ยังแล่นอยู่ในหัวใจของคนทั้งโลกจวบจนกระทั่งทุกวันนี้
RMS Titanic: The Artifact Exhibition (Photo Credit: 20th Century Studios)

หนังสือแนะนำ (Book Recommendations)

LC Call # NK 7663 .K87 2006
 
Since its discovery in seventeenth-century India, the Hope diamond, a glimmering deep blue gem weighing over 45 carats, has been shrouded in mystery and steeped in intrigue. In this groundbreaking work, Dr. Richard Kurin goes beyond the speculation to reveal the truth behind a legendary stone. Kurin, a cultural anthropologist, spent more than a decade on the trail of the legendary gem. But the 'curse' that surrounds it, which Kurin puts to rest once and for all, is only one small piece of a long and lustrous story that moves between ancient religion and modern magic, royal power and class rivalry, revenge and greed. Richly illustrated, Hope Diamond works in a grand historical tradition: depicting the specific to reveal the universal.

LC Call # NK 5510.W3 P67 2021
 
Dr. Jeffrey E. Post, curator of the National Gem Collection for more than 25 years, separates fact from fiction in an all-new and original book, revealing fresh information and regaling the reader with anecdotes and tales of some of the world’s greatest and most famous gemstones. Dr. Post is the author of the now out-of-print book The National Gem Collection (Abrams, 1997), which has sold more than 50,000 copies. In this brand-new book, he tells the stories of the Smithsonian’s most famous gems, including the Hope Diamond, Star of Asia Sapphire, Carmen Lucia Ruby, Hooker Emerald, and Blue Heart Diamond—and also presents the tales, details, and fascinating facts surrounding rarely displayed gems from the Smithsonian vault and additions made to the collection since 1997. Not only a resource for learning about rare and beautiful gems, the book also presents the stories of the people who once owned or were associated with these jewels—from ordinary people to kings, emperors, maharajas, celebrities, and captains of industry.
 

LC Call # NK 7398.W56 .H37 2012
 
A look through the sparkling history of Harry Winston, "King of Diamonds." From the legacy of the Hope Diamond to "Diamonds are a Girl’s Best Friend", and from runways and red carpets to presidential inaugural balls, Harry Winston jewels are icons of international glamour. Harry Winston opened his doors in New York in 1932 and soon rose to the top of the international diamond industry. Winston revolutionized modern jewelry design by buying great collections of estate jewels and transforming precious stones into jewelry pieces that appealed to contemporary customers. This book showcases Winston’s most exquisite jewels and jewelry in captivating advertising campaigns, historic images, and celebrity photos, as well as showing the important stones with which the company has worked, including the Hope, Lesotho, and Vargas diamonds. Featuring archival and contemporary jewels and watches—displayed on beauties such as Elizabeth Taylor, Gwyneth Paltrow, Halle Berry and, of course, Marilyn Monroe—this book offers an incredible look at some of the most breathtaking jewel creations and timepieces in history.
 

LC Call # NK 7398.W56 K73 1993
 
A look through the sparkling history of Harry Winston, "King of Diamonds." From the legacy of the Hope Diamond to "Diamonds are a Girl’s Best Friend", and from runways and red carpets to presidential inaugural balls, Harry Winston jewels are icons of international glamour. Harry Winston opened his doors in New York in 1932 and soon rose to the top of the international diamond industry. Winston revolutionized modern jewelry design by buying great collections of estate jewels and transforming precious stones into jewelry pieces that appealed to contemporary customers. This book showcases Winston’s most exquisite jewels and jewelry in captivating advertising campaigns, historic images, and celebrity photos, as well as showing the important stones with which the company has worked, including the Hope, Lesotho, and Vargas diamonds. Featuring archival and contemporary jewels and watches—displayed on beauties such as Elizabeth Taylor, Gwyneth Paltrow, Halle Berry and, of course, Marilyn Monroe—this book offers an incredible look at some of the most breathtaking jewel creations and timepieces in history.
 

หากใครที่สนใจเรื่องราวของเพชรสีน้ำเงิน เพชรโฮป และเครื่องประดับอื่นๆ อีกมากมาย สามารถสืบค้นหนังสือได้ที่ SEARCH ON OPAC ได้จาก https://elibrary.git.or.th/ หรือเข้ามาใช้บริการอ่านหนังสือได้ที่​ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ​ ตั้งอยู่ที่​ชั้น​ 1​ อาคารไอทีเอฟ​ ทาวเวอร์​ ถนนสีลม​ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันศุกร์​ เวลา​ 08.30-16.30 น.​ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์​ ​และวันหยุดนักขัตฤกษ์​


 พิกัด: ห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ

URL อ้างอิง:
external-site